Official Update :

ย้อนรอย! STARK กับเส้นทางเข้าตลาดหุ้น แบบ “แบ็คดอร์” ด้วยความเพ้อฝันการโตครั้งใหญ่ แต่สุดท้าย บริษัทกำลังซ่อนอะไรไว้ใต้พรม?

สิ่งที่นักลงทุนกำลังเฝ้าจับตา และรอคอยความชัดเจนคือกรณีของ บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ในประเด็นเรื่องการเกิดปัญหาอะไรภายในบริษัท และทำไมบริษัทถึงยังไม่ส่งงบการเงินประจำปี 2565 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดเสียที


โดยผลกระทบที่เกิดขึ้นทำให้หุ้นถูกแขวน SP “ห้ามซื้อขาย” และทำให้ผู้ถือหุ้นรายย่อยอีกว่า 9,613 รายที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วยกับการบริหารที่มีเงื่อนงำต้องมาได้รับผลกระทบของการกระทำในครั้งนี้


ทั้งนี้การที่ตลาดหลักทรัพย์สั่งให้ขึ้นเครื่องหมาย SP “ห้ามซื้อขาย” หุ้น STARK ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ดูเหมือนจะเป็นข้อเสียซะมากกว่า เพราะทำให้นักลงทุนรายย่อยถูกติดขังไปกับหุ้น ที่ไม่รู้ว่าอนาคตจะกลับมาได้หรือไม่?


ขออนุญาตเล่าย้อนที่มาที่ไป ก่อนจะมาเป็นหุ้น STARK บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในวันนี้นั้นเคยผ่านเหตุการณ์อะไรมาบ้าง และเคยวาดฝันแผนธุรกิจที่ดูจะเหมือนสวยหรูไว้อย่างไรบ้าง


โดย “สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น” เป็นบริษัทที่เข้าตลาดหุ้นโดยใช้ช่องทางลัด หรือที่เรียกว่า Backdoor Listing คือ การที่บริษัทนอกตลาดหุ้นเข้าตลาดหุ้นในทางอ้อม แล้ว “สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น” เข้ามาทางไหน?


“สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น” เปลี่ยนชื่อมาจากบริษัท สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ SMM ซึ่งย้อนกลับไปในช่วงกลางปี 2562


ภายหลังจากที่ ก.ล.ต.รายงานว่า STARK INVESTMENT CORPORATION LIMITED กลุ่มของนายวนรัชต์ ตั้งคารวะคุณ เข้ามาถือหุ้นใน SMM รวมทั้งสิ้น 95.6% แล้วนั้น จึงได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัท และชื่อย่อหุ้นจนมาเป็น STRAK จนถึงทุกวันนี้


ดังนั้นเองภายหลังจากที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหม่เข้ามา ก็ได้ทำการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงโครงสร้างทีมงานของผู้บริหาร นอกจากนี้ยังได้ปล่อยหุ้นที่ซื้อรวบไป ออกมาขายในกระดานเพื่อให้หุ้นมี Free Float ตามเกณฑ์ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯกำหนด


อีกทั้งยังได้วาดผังแผนงานธุรกิจไว้อย่างสวยหรู ด้วยการรับโอนกิจการบริษัทด้านเทคโนโลยีการผลิตสายไฟฟ้าและสายเคเบิล ภายใต้การนำทัพของนายชนินทร์ เย็นสุดใจ


ด้วยแผนธุรกิจที่วางไว้ STARK จึงได้คิดการใหญ่ (เกินตัว) โดยหมายมั่นปั้นมือจะเข้าไปเทคโอเวอร์ธุรกิจโซลูชั่นสายเคเบิลยักษ์ใหญ่จากเยอรมัน ด้วยมูลค่าเงินลงทุนกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ดังนั้นทำให้ STARK จึงมีความจำเป็นต้องเรียกระดมเงินเพิ่มทุนจากนักลงทุนแบบเฉพาะเจาะจง จากกลุ่มทุนรายใหญ่ซึ่งมีทั้งนักลงทุนประเภทสถาบัน รวมไปถึงเหล่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น


สำหรับรายชื่อกลุ่มนักลงทุนขาใหญ่ที่ตกเป็นเหยื่อของการการเพิ่มทุนในครั้งนี้ ตัวอย่างเช่น Credit Suisse (Singapore) Limited ,The Hongkong and Shanghai Banking Corporation, UOB Kay Hian Private Limited,บลจ.บัวหลวง จำกัด,บลจ.กสิกรไทย จำกัด,บริษัท เอสซีบี แอสเซ็ท แมเนจเม้นท์ จำกัด,บล.เกียรตินาคินภัทร


รวมไปถึงเหล่าบริษัทจดทะเบียนชื่อดังในตลาดหุ้นไทย อย่าง บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS และ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ TLI การเพิ่มทุนในครั้งนี้ทำให้ STARK ได้เงินเพิ่มทุนในครั้งนี้ไปกว่า 5,580 ล้านบาท


แต่อย่างไรก็ตาม ภาพการเพิ่มทุนเพื่อไปลงทุนเหมือนจะดูเป็นไปอย่างราบรื่น แต่ก็ต้องมาสะดุดเมื่อดีลการเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทสัญชาติเยอรมันต้องล้มเลิกไป โดย STARK ให้เหตุผลว่าเกิดเหตุการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปทางลบหลายประการ และข้อมูลที่ได้รับมีการเปลี่ยนแปลงไปจากวันที่ทำธุรกรรม


ทั้งนี้เป็นคำถามชวนสงสัยว่า แล้วเงินที่ได้จากการเพิ่มทุนในครั้งนี้ STARK จะเอาไปใช้ทำอะไรหลังจากที่ดีลล่มไปแล้ว จนมาถึงตอนนี้ก็กินเวลาล่วงเลยไปแล้วกว่า 4 เดือน STARK ก็บอกไม่ได้ว่าจะเอาเงินเพิ่มทุนไปทำอะไร


จากนั้นก็เกิดกรณีที่ทำให้นักลงทุนถูกขังติดอยู่ในหุ้นที่ยังมีอนาคตในแผนธุรกิจไม่นอน เพราะหุ้นถูกตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP “ห้ามซื้อขาย” เนื่องจากบริษัทไม่ยอมส่งงบการเงินปี 2565 ตามกำหนด


จนแล้วจนเล่าถึงวันที่จะต้องกำหนดส่งงบการเงิน ทาง STARK ก็ขอเลื่อนนำส่งงบกับทางตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นจำนวน 2 ครั้ง จึงทำให้กูรูสายหุ้น ไม่เว้นแม้กระทั่งนักลงทุนตั้งข้อสงสัย และวางข้อสังเกตว่ามีการบริหารงานที่มีเงื่อนงำไม่โปร่งใสหรือไม่ ?


ไม่เพียงแค่นั้น กรรมการบริษัท รวมไปถึงคณะผู้บริหารงานได้มีการลาออกกันแบบยกยกโขยง เริ่มตั้งแต่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน ,ประธานกรรมการบริษัท,กรรมการผู้จัดการใหญ,กรรมการอิสระ ,กรรมการตรวจสอบ


อย่างไรก็ตามความเสียหายไม่ได้เกิดเพียงแค่ภายใน “สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น” เพราะยังลามไปถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับธนาคารยักษ์ใหญ่ของไทย อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกสิกรไทย ถือเป็นคนปล่อยกู้ให้กับ STARK


โดยเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์ รายงานว่า ทั้งธนาคารไทยพาณิชย์ และ ธนาคารกสิกรไทย ได้ปล่อยสินเชื่อให้กับ STARK รวมกันเกือบหมื่นล้านบาท ซึ่งมีสัญญาณว่าอาจจะถูกเบี้ยวหนี้


ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2566 ธนาคารกสิกรไทย รายงานผลประกอบการงวดไตรมาส 1/2566 ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจที่ระบุไว้ในคำอธิบายงบการเงินว่า ธนาคารพบว่ามีลูกค้ารายใหญ่รายหนึ่งที่คุณภาพหนึ่งมีสัญญาณความเสื่อมถอย โดยธนาคารได้มีสํารองสําหรับหนี้ส่วนนี้ไว้แล้ว


เช่นเดียวกัน บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB ที่แจ้งผลประกอบการที่มาพร้อมกับคำอธิบายงบที่ระบุเอาไว้ว่า บริษัทฯ ได้ตั้งเงินสำรองจำนวน 9,927 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% เพื่อเป็นสำรองส่วนเพิ่มสำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นของลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่รายหนึ่ง


ทั้งนี้คงจะต้องจับตารอดูว่าจะมีการเคลื่อนไหวจากทางฝั่งผู้กำกับดูแล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะเข้ามาช่วยเหลือนักลงทุนรายย่อยที่เข้าไปลงทุนในบริษัทอย่างไรบ้าง หลังจากที่ไว้เนื้อเชื่อใจใส่เงินลงทุน แต่กลับถูกผู้บริหารบริษัทที่มีการบริหารงานแบบมีเงื่อนงำไม่ส่งงบการเงินตามกำหนด และทำให้หุ้นต้องถูกสั่งห้ามการซื้อขายจนเป็นระยะเวลานาน ทำให้เสมือนกับว่าเงินของนักลงทุนถูกแช่แข็งไปหุ้นที่ไม่มีอนาคต

Most Viewed
Stock of the Day
GUNKUL เซ็น PPA ใหม่ คว้าโรงไฟฟ้า 3 โครงการ หนุนพอร์ตพลังงานสีเขียวโตต่อ ดันกำลังผลิตรวมพุ่งแตะ 2,121 MW
Updated 1 day ago
Stock of the Day
เปิดโผหุ้นรับอานิสงส์ 4 ยักษ์ใหญ่จีนลงทุนไทย อัดงบ 7 หมื่นล้าน ลุย EV-AI นิคม ยานยนต์ ชิ้นส่วน พลังงานเด่น
Updated 1 day ago
Fun of Funds
มองครึ่งปีหลัง “สินทรัพย์เสี่ยง” ยังน่าสนใจ แต่ต้องเลือก... มองบวก “หุ้นไทย” ให้เป้าปีนี้ 1,630 – 1,660 จุด !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
SCGP โชว์ Q2/69 กำไรพุ่ง 128% รับอานิสงส์อินโดฯ พลิกบวก มั่นใจ Q3/69 ผลงานโตต่อเนื่อง เจรจาดีล M&P เพียบ ลุ้นบางส่วนชัดเจนปีนี้
Updated 16 hours ago
Banking
เอสซีบีเอกซ์ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 2 ปี 2569 จำนวน 11,117 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากไตรมาสก่อน สะท้อนความยืดหยุ่นของพอร์ตธุรกิจท่ามกลางดอกเบี้ยขาลง
Updated 12 hours ago
Follow Us