นักวิเคราะห์มองCOVID-19 รอบนี้ไม่น่ากลัว จับตาจุดพีคยอดผู้ติดเชื้อกระทบ SET แค่ไหน
นายเผดิมภพ สงเคราะห์ กรรมการผู้จัดการ ประธานสายธุรกิจรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า(ประเทศไทย) จำกัด มองว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ในรอบนี้ไม่ได้แย่เหมือนที่หลายฝ่ายประเมิน ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ไม่มีความจำเป็นจะต้องล็อคดาวน์ทั่วประเทศเหมือนในครั้งแรกเมื่อเดือนก.พ.-มี.ค.63 แต่อย่างไรก็ตามจะต้องติดตามการประกาศตัวเลขของผู้ติดเชื้อรายใหม่ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ เนื่องจากเป็นช่วงที่หยุดยาวและมีการเดินทางภายในประเทศ อาจจะส่งผลให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มมาได้ แต่อย่างไรก็ตามในแง่ของปัจจัยบวกต่างๆยังคงมีอยู่โดยเฉพาะตัวเลขเศรษฐกิจจากการประกาศของธนาคารแห่งประเทศไทยหลายตัวที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวขึ้น เช่นการบริโภค และการลงทุนของภาคเอกชน
กลยุทธ์การลงทุนในช่วงนี้แนะนำว่าสามารถเริ่มทยอยซื้อสะสมได้ทันที เพราะในช่วงปลายเดือนม.ค.จะประกาศตัวเลขจีดีพีของไทยที่จะออกมาได้ดีกว่าคาด ขณะเดียวกันหากนักลงทุนที่ยังกังวลตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อก็แนะนำให้รอในช่วงวันที่ 15-20 ม.ค.เชื่อว่าการประกาศตัวเลขผู้ติดเชื้ออาจจะทำจุดสูงสุดแล้ว จากนั้นเมื่อมีความชัดเจนจากมาตรการป้องกันของภาครัฐแล้วก็เป็นจุดที่สามารถเข้าซื้อได้ โดยประเมินแนวรับที่สำคัญเป็นจุดควรเข้าซื้อที่ 1,400 จุด และประเมินแนวต้านไว้ที่ 1,450 จุด กลุ่มที่น่าลงทุนได้แก่กลุ่มธนาคารพาณิชย์ โดยเชื้อว่าการประกาศผลประกอบการไตรมาส4/63 จะเติบโตกว่าไตรมาสก่อน และกลุ่มโรงกลั่นที่ได้รับประโยชน์ของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
หุ้นโรงไฟฟ้า-ไฟแนนซ์น่าสนใจ
ด้านนายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยทิศทางการลงทุนเดือน ม.ค.ว่า ทรีนีตี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในช่วงเดือนแรกของปีจะมีแนวต้านสำคัญที่ 1,500 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่พอสามารถยืดไปถึงได้ หากกระแสเงินทุนยังไหลเข้า ในทางกลับกันมองแนวรับแรกที่ 1,400 จุด และแนวรับสำคัญที่ 1,360 จุด ซึ่งเป็นระดับดัชนีที่อิง กับ Forward PE ที่ 17.3 เท่า ถือเป็นระดับที่คำนึงถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ในช่วงถัดไปแล้ว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลัง COVID -19 ในประเทศกลับมาระบาดรุนแรงอีกครั้ง
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนเดือน ม.ค.คาดว่า นักลงทุนจะกลับมาให้ความสนใจลงทุนหุ้นเติบโต (Growth) อีกครั้ง โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้ช่วงการประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 4 ปี 2563 เนื่องจากหุ้นเหล่านี้มีโอกาสส่งมอบผลกำไรที่ดีได้ ซึ่งแตกต่างกับหุ้นกลุ่มวัฏจักร (Cyclical) และหุ้นกลุ่มคุณค่า (Value) ที่ดีดตัวขึ้นแรงในช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้านี้ แต่ในแง่ผลประกอบการนั้นอาจสร้างความผิดหวังให้กับนักลงทุน ได้ ดังนั้นผู้ที่ถือครองหุ้นเหล่านี้อยู่อาจต้องระวังแรงขายที่อาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนประกาศงบการเงิน
ส่วนกลุ่มหุ้นแนะนำและให้น้ำหนักการลงทุนมากกว่าตลาดในเดือน ม.ค.คือ 1. กลุ่มโรงไฟฟ้า ซึ่งเป็นกลุ่ม Defensive ที่ยังคง Laggard ได้ประโยชน์จากเงินบาทแข็งค่า และมีความน่าสนใจมากขึ้นจาก Bond yield ในประเทศที่ปรับตัวลดลง ประกอบด้วย GULF, GPSC, EA, BGRIM, EGCO ,RATCH และ ACE 2. กลุ่มไฟแนนซ์ ที่ได้ประโยชน์จากเศรษฐกิจชะลอตัวและดอกเบี้ยต่ำ อาทิ กลุ่มปล่อยสินเชื่อส่วนบุคคล ได้แก่ SAWAD, MTC และกลุ่มบริหารหนี้ ที่ได้ประโยชน์จากการซื้อหนี้ในระดับราคา ที่น่าสนใจ ได้แก่ BAM, JMT และ CHAYO
3. กลุ่มถุงมือยาง ที่ได้อานิสงส์เชิงบวกจากการกลับมาระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกที่รุนแรงต่อเนื่อง คือ STGT และ 4.กลุ่มหุ้นปันผล ที่มีความเชื่อมั่นในระดับสูงว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นบวกได้ในเดือน ม.ค.ประกอบด้วย PTT, INTUCH, GUNKUL, BCPG, TVO และ ORI โดยหุ้นทั้ง 6 ตัวนี้มีความเชื่อมั่นทางสถิติ เกินกว่า 70% ว่าจะให้ผลตอบแทน Total return เป็นบวกในเดือน ม.ค.
ขณะที่หุ้นกลุ่มที่ให้น้ำหนักน้อยกว่าตลาด คือ 1. หุ้นที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจาก COVID-19 ในรอบนี้ ได้แก่ กลุ่มธนาคารและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว เช่น โรงแรม สายการบิน สนามบิน และร้านอาหาร 2. กลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการบริโภคภายในที่ชะลอตัว จนอาจส่งผลกดดันต่อยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและห้างสรรพสินค้า 3. กลุ่มขนส่งสาธารณะ ที่ได้รับผลกระทบจากระดับการสัญจรในประเทศที่ลดลง
ทั้งนี้ จากสถิตินับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา พบว่าช่วง 4 เดือนแรกของทุกปีมักเป็นช่วงเวลาที่ดีของหุ้นปันผล โดยหากดูในมิติของค่ากลางอัตราผลตอบแทนจะพบว่า ให้อัตราผลตอบแทนในแต่ละเดือนดังนี้ เดือน ม.ค.ให้ผลตอบแทนสูงสุดที่ 3.6 % เดือน ก.พ.ให้ผลตอบแทน 2.3 % เดือน มี.ค.ให้ผลตอบแทน 0.2 % และเดือน เม.ย.ให้ผลตอบแทน 1.8% จึงถือเป็นธีมการลงทุนหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในระยะกลางได้
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ภาพของตลาดหุ้นไทนในช่วงระยะสั้นอาจจะเป็นทิศทางของขาลง เนื่องจากยอดตัวเลขของผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด 19 มากเกินกว่าที่หายฝ่ายคาดการณ์ไว้ แต่อย่างไรก็ตามมองว่าดัชนีจะไม่ลงไปที่ระดับ 900 จุดเหมือนกับการเกิดการระบาดในครั้งแรก ๆเนื่องจากการเกิดระบาดในรอบนี้มีปัจจัยบวกจากการมาของวัคซีน รวมถึงบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งได้มีการปรับตัวลดภาระต้นทุนต่างๆไว้แล้ว
ขณะเดียวกันต้องยอมรับว่าในช่วงสั้นดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจจะได้รับผลกระทบปรับตัวลงเหมือนกับตลาดหุ้นในต่างประเทศที่มีการระบาดอีกครั้งในรอบที่ 2 แต่ปรับตัวลดลงไม่มาก ทั้งนี้จะต้องจับตาดูว่าการประกาศตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อรอบใหม่จะทำสถิติสูงสุดไปที่จุดใด และภาครัฐมีนโยบายควบคุมการระบาดของครั้งนี้อย่างไร ถ้าดัชนีหลุด 1,400 จุดก็เป็นจังหวะในการเข้าซื้อ สำหรับภาพรวมระยะยาวตลาดหุ้นไทยยังเป็นทิศทางของขาขึ้น
