รู้จัก “ไซโน โลจิสติกส์ฯ” หรือ SINO เจ้าแห่งยอดขนส่ง Top 6 ของโลก
ภาคการส่งออกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยเป็นประเทศที่มีการส่งออกมากเป็นอันดับ 2 ของการส่งออกในอาเซียน โดยกระทรวงพาณิชย์ คาดว่าในปี 2566 ภาคโลจิสติกส์ของไทยจะขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากปัจจัยเรื่องการผ่อนปรนภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก
ประกอบกับการส่งออกสินค้าที่ขยายตัว รวมถึงธุรกิจ e-Commerce ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพิ่มทางเศรษฐกิจในกิจกรรมโลจิสติกส์และธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ของประเทศไทยในภาพรวม
นอกจากนี้ ธุรกิจโลจิสติกส์ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) รวมถึง เส้นทาง BRI เปิดโอกาสทางการค้าในภูมิภาคอาเซียน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะใน ลาว เวียดนาม กัมพูชา และไทย เมื่อสำเร็จแบบไร้รอยต่อแล้ว จะเกิดมูลค่าเพิ่ม และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับภูมิภาคในภาพรวมอย่างมาก
ดังนั้นคอลัมน์ Next IPO ประจำวันอังคารในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพามาทำความรู้จักกับบริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO ที่มีแผนเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยเตรียมขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 292,000,000 หุ้น คิดเป็น 28.08% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO
ประกอบด้วย (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนที่เสนอขายโดยบริษัท จำนวนไม่เกิน 240,000,000 และ (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดยนายเถิ่งฟ้ง เหยิ่ง จำนวนไม่เกิน 52,000,000 หุ้น และมีที่ปรึกษาทางการเงิน คือ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด
สำหรับ SINO เป็นผู้ให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศอย่างครบวงจร ทั้งทางทะเล ทางอากาศ และการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ต้องการบริการขนส่งสินค้าตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทางทั่วโลก รวมถึงการให้บริการให้เช่าคลังสินค้า นอกจากนี้ยังให้บริการรับจัดการขนส่งสินค้าทางบก การให้บริการด้านพิธีการศุลกากร และบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการให้บริการโลจิสติกส์ อย่างครบวงจรและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้บริษัทมีเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจที่เป็นตัวแทนของบริษัทในต่างประเทศมากกว่า 165 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งบริษัทเดินเรือ บริษัทสายการบิน และตัวแทนการจัดการขนส่งในประเทศต่างๆ
โดยจากการจัดอันดับของ Datamyne พบว่า บริษัทเป็นผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลบนเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกา ที่มีปริมาณขนส่งสูงสุดเป็นอันดับ 1 ในประเทศไทย และเป็นอันดับ 6 ของโลก สะท้อนความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
ทั้งนี้ในช่วงปี 2562-2565 บริษัทมีรายได้จากการให้บริการรวมทั้งสิ้น 627.98 ล้านบาท 883.57 ล้านบาท 4,683.41 ล้านบาท และ 5,906.53 ล้านบาท ตามลำดับ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ 165.62% โดยในปี 2565 โครงสร้างรายได้จากการให้บริการ แบ่งเป็น บริการ Sea Freight สัดส่วน 97.10% บริการ Air Freight สัดส่วน 0.70% บริการให้เช่าคลังสินค้าสัดส่วน 0.36% บริการสนับสนุนงานบริการโลจิสติกส์ 1.44%
สำหรับปี 2565 มีรายได้จากการให้บริการเท่ากับ 5,906.53 ล้านบาท เติบโต 26.12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากรายได้จากการให้บริการ Sea Freight เป็นหลัก ซึ่งการเติบโตของรายได้ Sea Freight ในปี 2565 มาจากค่าระวางเรือที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปลายปี 2564 มาจนถึงไตรมาส 1/2565
อย่างไรก็ดี แม้ว่าค่าระวางเรือจะมีทิศทางปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/2565 เป็นต้นมา บริษัทยังสามารถคงอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ได้ นอกจากนี้ในช่วงไตรมาส 4/2565 เริ่มมีรายได้จากการให้บริการตู้บรรจุของเหลว (ISO tank container) สำหรับการขนส่งสินค้าเหลวในปริมาณมาก (Liquid Bulk) ทางทะเล ได้แก่ สินค้าในอุตสาหกรรมอาหาร (Food Grade Liquids) อาทิ น้ำมันพืช เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกรดแลคติก เป็นต้น รวมไปถึงสินค้าในอุตสาหกรรมเคมี (Non-Edible Liquids) อาทิ เคมีอุตสาหกรรม เป็นต้น
ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2563 เท่ากับ 23.35 ล้านบาท ปี 2564 เท่ากับ 319.03 ล้านบาท และปี 2565 เท่ากับ 691.24 ล้านบาท โดยการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรสุทธิในปี 2563 -2564 มีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น สำหรับปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้ และการลดลงของต้นทุนทางการเงินจากการจ่ายคืนเงินกู้ยืมระยะสั้นและเงินกู้ยืมระยะยาว
ทางด้านเป้าหมายและกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจ ทางบริษัท มุ่งมั่นที่จะพัฒนาและขยายการให้บริการ เพื่อส่งมอบบริการที่มีคุณภาพและตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างดีที่สุด และมีเป้าหมายในการเป็นผู้นำในการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจรของประเทศไทยและขยายความครอบคลุมไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยบริษัทมีโครงการในอนาคต เพื่อต่อยอดการเติบโต อาทิ 1) ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ จึงจะมีแผนที่จะนำเงินที่ได้รับจากการระดมทุนไปขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ หรือการให้บริการเช่าลานกองตู้สินค้า เพื่อช่วยบริหารการจัดการตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ ให้กับลูกค้าในช่วงเวลาที่ปริมาณตู้มีจำกัดหรือขาดแคลน
ทั้งนี้มีแผนลงทุนที่จังหวัดระยอง และ/หรือจังหวัดชลบุรี เนื่องจากกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่ที่ใช้บริการขนส่งทางบก มีที่ตั้ง หรือคลังสินค้า อยู่ที่โซนภาคตะวันออก
2) ลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ ASEAN และลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยมีแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ Freight Forwarding ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัทฯ
ได้แก่ บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ทางทะเล และทางอากาศ การขนส่งสินค้าทางรถบรรทุกภายในประเทศ และการขนส่งสินค้าผ่านแดน เป็นต้น เนื่องจากปริมาณการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศยังคงขยายตัวอยู่ ประกอบกับสถานการณ์ COVID-19 มีทิศทางที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มกลับสู่ภาวะปกติมากขึ้น
นอกจากนี้ การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ มีแนวโน้มที่จะขยายตัวมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงผลจากการขยายตัวของการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยการลงทุนดังกล่าว ประกอบด้วย
1.การลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจ Freight Forwarding และบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านด้านโลจิสติกส์ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจ Freight Forwarding ในประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว เนื่องจากเป็นการขยายขอบเขตการให้บริการด้านโลจิสติกส์โดยตรง ให้บริษัทได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ครอบคลุมการขนส่งภายใน และระหว่างประเทศในทุกรูปแบบการขนส่ง สามารถต่อยอดการให้บริการลูกค้าในฐานลูกค้าปัจจุบัน ซึ่งมีความต้องการขนส่งในหลากหลายรูปแบบ และสามารถขยายฐานลูกค้าไปยังลูกค้ากลุ่มใหม่ซึ่งไม่ได้เน้นรูปแบบการขนส่งทางทะเลได้
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัทอยู่ในระหว่างการศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจการจัดการขนส่งระหว่างประเทศทางอากาศ (Air Freight) เพื่อนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจลงทุนในโครงการที่มีความเป็นไปได้ว่าจะสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ
2.การลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจ Freight Forwarding ในประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อเป็นการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศต่าง ๆ ในกลุ่ม และยังช่วยเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดของบริษัท ได้ และยังมีส่วนช่วยสนับสนุนการเจรจาต่อรองค่าระวางเรือเส้นทางเอเชีย-ทวีปอเมริกาเหนือสำหรับสัญญารายปีกับสายเดินเรือได้ โดยบริษัทฯ จะสามารถมีอำนาจต่อรองค่าระวางเรือเพิ่มขึ้น และยังสามารถเจรจาเพื่อเพิ่มปริมาณระวางเรือที่สายเรือจะพิจารณาจัดสรรให้แก่บริษัทฯ ในแต่ละปีได้เช่นกัน
ทั้งนี้ ปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ในระหว่างการศึกษารวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในบริษัทที่ประกอบธุรกิจ Freight Forwarding ในประเทศมาเลเซีย
ดังนั้นวัตถุประสงค์การใช้เงินในครั้งนี้ จึงประกอบด้วย ขยายพื้นที่บริการรับฝากตู้สินค้าคอนเทนเนอร์ภายในปี 2566 ลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในประเทศและกลุ่มประเทศ ASEAN และลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ภายในปี 2567 และเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการภายในปี 2567
สำหรับบริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40.00 ของกำไรสุทธิตามงบการเงินเฉพาะกิจการของบริษัทฯ หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล และหลังหักสำรองต่าง ๆ ทุกประเภทที่กฎหมาย และบริษัทฯ กำหนดไว้ในแต่ละปี และภาระผูกพันตามเงื่อนไขของสัญญาเงินกู้ (ถ้ามี)

