Official Update :

ORI กับการเปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ จะสร้างการเติบโตระยะยาวได้หรือไม่?

ORI หรือ บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถสร้างการเติบโตได้อย่างโดดเด่น แม้ปี 2563 กำไรของบริษัทจะปรับลดลง 12.1% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นมาจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยที่ลดลง เพราะผู้ร่วมทุนยังไม่สามารถเข้าประเทศในช่วงที่มีการระบาดของ Covid-19 ได้ แต่ ORI ยังคงรักษาการโอนกรรมสิทธิ์บ้านและคอนโดมิเนียมได้ดีต่อเนื่อง โดยเพิ่มขึ้น 2,807.40 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.9% จากปี 2562


แม้ผลงานในธุรกิจอสังหาฯ ยังเติบโตได้ดี แต่ ORI ไม่ได้มองตัวเองเป็นเพียงผู้พัฒนาที่อยู่อาศัยเท่านั้น แต่ต้องการให้ตัวเองเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ทุกช่วงชีวิต โดยได้เปิดตัว 3 ธุรกิจใหม่ ได้แก่ ธุรกิจบริการสุขภาพ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และธุรกิจศูนย์โลจิสติกส์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพการเติบโตระยะยาวให้กับ ORI ในอนาคต


คุณชาตรี โรจนอาภา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองถึง ORI ว่า เป็นอีกหุ้นที่บล.เคทีบีเอสที แนะนำ บริษัทมีแนวคิดการพัฒนาธุรกิจใหม่เสมอ และสามารถพิสูจน์ตัวเองในช่วงวิกฤติได้ อย่างปี 2563 ที่หลายธุรกิจโดนผลกระทบจาก Covid-19 อย่างหนัก แต่ ORI ยังรักษาระดับการเปิดโครงการใหม่ การโอนกรรมสิทธิ์ และ EPS ได้ดีต่อเนื่อง





ส่วนธุรกิจใหม่บล.เคทีบีเอสทียังมีมุมมองเป็นบวก ช่วยกระจายความเสี่ยงไม่ต้องพึ่งพาธุรกิจอสังหาฯ เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ยังเป็นธุรกิจที่มีรายได้ประจำทุกปี (recurring income) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตที่มั่นคงในระยะยาว โดย ORI ตั้งเป้า 5 ปีข้างหน้าจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่อสังหา 30% จากปัจจุบันอยู่ที่ 10%  ซึ่งรายละเอียดของแต่ละธุรกิจมีดังนี้


1.ธุรกิจบริการสุขภาพ (Healthcare) จะอยู่ภายใต้บริษัทย่อย "ออริจิ้น เฮลท์แคร์" ORI ถือหุ้น 76% และอีก 24% เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ 2-3 ราย คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในปีนี้ 500 ล้านบาท โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจเสริมความงามชื่อ “CHEVA PLUS” มีแผนจะเปิดในปี 2564 จำนวน 1 สาขา และจะเปิดเพิ่มเป็น 10 สาขา ภายในปี 2566 และธุรกิจศูนย์สุขภาพ มีแผนจะเปิด 2 แห่ง ได้แก่ ที่แบริ่งในปี 2565 และที่รามอินทราในปี 2566 โดยเน้นตอบโจทย์สังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบในประเทศไทย ซึ่ง ORI จะใช้จุดเด่นด้านราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง รวมถึงฐานลูกค้าในกลุ่มอสังหาฯ ที่มีค่อนข้างมาก


2.ธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) ORI ถือหุ้น 100% โดยผู้บริหารจะมาจาก BAM และ SAM ซึ่งมีประสบการณ์สูงในธุรกิจนี้ คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในไตรมาส 3/64 ใช้เงินลงทุนช่วงแรก 500 ล้านบาท เข้าไปประมูลหนี้ที่มีหลักประกัน (secured loan) ประเภทอสังหาฯ โดยฝ่ายวิจัยมองเป็นบวกเพราะ ORI มีจุดแข็งด้านฐานข้อมูลลูกค้าและความเชี่ยวชาญในกลุ่มอสังหาฯ ทำให้มีโอกาสขายทรัพย์ได้ในราคาที่ดีหรือสามารถนำอสังหาฯ มาปรับปรุงให้มีความทันสมัยตรงตามความต้องการของลูกค้า ทำให้มีโอกาสขายได้ในราคาที่ดี ซึ่ง ORI ตั้งเป้าหมายรายได้จะมาจากการเจรจาประนอมหนี้ 80% และนำมาปรับปรุงเพื่อขาย 20%


และ 3. ธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งมีการจัดตั้งบริษัทย่อยใหม่ร่วมกับ JWD โดยถือหุ้นฝั่งละ 50% นับเป็นการผสานจุดแข็งจาก ORI ที่มีความเชี่ยวชาญในการหาที่ดินและก่อสร้าง ในขณะที่ JWD มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจโลจิสติกส์ สำหรับเฟสแรกจะเป็นคลังสินค้าขนาด 6.2 หมื่นตารางเมตร บริเวณบางนา กม.22 ใช้เงินลงทุนในส่วนของ ORI ราว 500 ล้านบาท แบ่งเป็น 2โครงการ คาดว่าจะเริ่มทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/65 และมีแผนจะขายเข้ากอง REIT ซึ่งรับรู้กำไรได้ทันที


ยังคงคำแนะนำ “ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.00 บาท จากกำไรปี 2564 ที่จะกลับมาเติบโตโดดเด่นที่ 3.2 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 20% จากปีก่อน โดยเฉพาะไตรมาส 1/64 ที่จะดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับไตรมาส 4/63 และไตรมาส 1/63 อย่างไรก็ตาม ประมาณการณ์ดังกล่าวยังไม่รวมธุรกิจใหม่ ซึ่งฝ่ายวิจัยชอบธุรกิจ AMC มากที่สุด จากความสามารถในการทำกำไรได้เร็วและมีโอกาสเติบโตสูงจากฐานข้อมูลลูกค้าและความเชี่ยวชาญในกลุ่มอสังหาฯ

ศุภมาศ ศรีขำ

นักข่าวสายการเงินและตลาดทุน ที่คลุกคลีกับวงการข่าวมาตั้งแต่เด็ก ชื่นชอบการออกไปหาประสบการณ์และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยากถ่ายทอดมุมมองและประสบการณ์เกี่ยวกับการเงิน และตลาดทุนให้ผู้อ่านทุกคนใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ เพื่อไปถึงเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งไว้