สรุปภาพรวมผลงาน “ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์” ผู้นำธุรกิจขายตรง ในไตรมาสแรกปีนี้
SCM หรือ บริษัท ซัคเซสมอร์ บีอิ้งค์ จำกัด (มหาชน) อีกหนึ่งเจ้าใหญ่ธุรกิจขายตรงในตลาดหุ้นไทย ที่ในปีนี้ได้วางแผนยุทธศาสตร์เพื่อต่อยอดสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจแบบไม่หยุดพัก
อย่างที่รู้กันว่า SCM มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์หลักอยู่ทั้งสิ้น 6 แบรนด์ ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแบรนด์ Nutrinal กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้าแบรนด์ S Mone’ กลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้ในชีวิตประจำวันแบรนด์ Body Cheer
อีกทั้งยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรแบรนด์ Growing More กลุ่มผลิตภัณฑ์นวัตกรรมทันสมัยแบรนด์ Smart Creation และกลุ่มสินค้าผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในครัวเรือน แบรนด์ Neatly Home
สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานของ SCM ในไตรมาสแรกที่ผ่านมา มีรายได้รวมจำนวน 244 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นรายได้จากการขายสินค้าผ่านนักธุรกิจ ในประเทศจำนวน 241 ล้านบาท และขายสินค้าผ่านตัวแทนจำหน่าย (ส่งออก) จำนวน 1.9 ล้านบาท
โดยรายได้จากการขายสินค้าผ่านนักธุรกิจในประเทศ ในงวดสามเดือนแรกของปี 2566 ลดลง 20.1 ล้านบาท หรือลดลง 7.7% โดยมีสาเหตุหลักมาจากยอดขายที่ลดลงจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศ ที่ยังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมากนัก ประกอบกับภาวะการแข่งขันในตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มสูงขึ้น
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรของบริษัทฯ ยังมียอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากภาวะราคาปุ๋ยทั้งในตลาดโลกและในประเทศไทยที่ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ มีราคาอยู่ในระดับที่แข่งขันได้มากขึ้นเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกันในท้องตลาด
นอกจากนี้แล้วผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรของบริษัทได้รับความสนใจจากผู้บริโภค และบอกต่อในตัวผลิตภัณฑ์มากขึ้น ทำให้มียอดขายที่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากรายได้ที่ลดลงจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร คิดเป็นจำนวนที่มากกว่ารายได้ที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตร จึงมีผลทำให้รายได้จากการจำหน่ายสินค้าผ่านนักธุรกิจในประเทศปรับตัวลดลง
ขณะที่ในมุมของกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/66 ทาง SCM มีกำไรสุทธิเท่ากับ 20 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอย่างไรก็ตาม จากการบริหารต้นทุนสินค้าที่มีประสิทธิภาพ ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นต่อรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ระดับ 81.5% ซึ่งสูงกว่าช่วงระยะเวลาเดียวกันของปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 77.8%
นอกจากนี้มีทิศทางเชิงกลยุทธ์ผลักดันองค์กรเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจ ด้วยการเพิ่มยอดจำนวนสมาชิกให้เป็น 450,000 ราย ในปี 2568 จากที่มีเป้าหมายในสิ้นปี 2566 จะอยู่ที่ 250,000 ราย ซึ่งจะเพิ่มขึ้นกว่า 25%
สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในปีนี้ SCM มีการเสริมสร้างความเข้มแข็งและการดำเนินงานขยายในแถบประเทศใหม่ๆในภูมิภาคเอเชีย ประกอบกับเน้นคุณภาพลูกหนี้ในธุรกิจเช่าซื้อและมองหาธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพเพื่อผลักดันการเติบโตมากขึ้น
ส่วนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ SCM วางไว้ในปี 2568 คือ สร้างการรับรู้ของแบรนด์ภายใต้ระบบ Ecosystem พร้อมทั้งสร้างฐานสมาชิกในเอเชียให้มีความแข็งแกร่ง
รวมไปถึงกลยุทธ์สำคัญที่ SCM วางไว้คือการขยายสู่ธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพที่จะสามารถผนึกกำลังกับบริษัทต่างๆ เพื่อเติมเต็มระบบ Ecosystem ของ SCM ซึ่งจะเป็นการช่วยเสริมสร้างรายได้ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรในเชิงกลยุทธ์

