บิ๊กซีฯ ประกาศความพร้อม! หวังเข้าตลาดหุ้นภายในปี 66 จ่อดึงกองทุนต่างชาติเข้าซื้อหุ้น IPO
“บิ๊กซี รีเทลฯ” คาดหวังเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2566 พร้อมทุ่มงบลงทุนปีละ 10,000 ล้านบาท ในปี 2566-67 เพื่อรองรับการขยายสาขาใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงสาขาเดิม เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ชูจุดแข็งผู้ประกอบธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต และมีสถิติการเติบโตสูงสุด
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บิ๊กซี รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BRC กล่าวว่า BRC ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์ และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ และร่างหนังสือชี้ชวน (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (สำนักงาน ก.ล.ต.) และอยู่ระหว่างขั้นตอนการพิจารณาของสำนักงาน ก.ล.ต.โดยคาดหวังว่าจะเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ภายในปี 2566
ทั้งนี้รูปแบบการเสนอขายหลักทรัพย์ แบ่งเป็น การเสนอขายภายในประเทศ และเสนอขายในต่างประเทศ โดยการเสนอขายต่างประเทศนั้น ให้แก่กลุ่มนักลงทุนสถาบันต่างชาติ ขณะที่สัดส่วนการเสนอขายยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนได้
สำหรับ BRC ในฐานะบริษัทเรือธง (Flagship Company) ของกลุ่มบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC และกลุ่มบริษัทไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น จำกัด (TCC) ที่มีพันธกิจสำคัญในการพัฒนาโมเดลธุรกิจจากพื้นฐานธุรกิจเดิมของบิ๊กซีผนวกกับการรวบรวมพอร์ตโฟลิโอธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และธุรกิจค้าส่งในหลากหลายรูปแบบเพื่อเพิ่มศักยภาพในการสร้างการเติบโต
[ ทุ่มงบปีละ 10,000 ล้านบาท ]
โดยในปี 2566-67 บริษัทกำหนดงบลงทุนรวมประมาณ 10,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อรองรับการขยายสาขาใหม่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งการปรับปรุงสาขาเดิม เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน BRC มีเครือข่ายร้านค้าปลีกหลากหลายรูปแบบ (Multi-format) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2566 ธุรกิจของบริษัทสามารถแบ่งประเภทได้ดังนี้
1.ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ ประกอบด้วย ร้านค้าในรูปแบบขนาดใหญ่ (199 แห่งในไทยและ 1 แห่งในกัมพูชา) ร้านค้าในรูปแบบขนาดเล็ก (รวม 1,518 แห่ง) ตลาด Open-Air (8 แห่งในประเทศไทย)
อีกทั้งธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่อื่น ๆ อาทิ บิ๊กซี ฟู๊ด เซอร์วิส (4 สาขาในไทย) บิ๊กซี ดีโป้ (11 สาขาในไทย) Omnichannel Platform ได้แก่ บริการขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ www.bigc.co.th, การสั่งซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่น Big C Plus, การซื้อสินค้าผ่านร้านค้าออนไลน์บนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสของบุคคลภายนอก รวมทั้งแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ของบริษัทฯ
2.ธุรกิจค้าส่ง การทำการค้ากับกลุ่มลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่แบบ B2B โดยตรงกว่า 80,000 ราย การขายสินค้าให้กับร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม จำนวนกว่า 1,170 สาขา ที่ดำเนินงานโดยเจ้าของร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมในประเทศไทย ภายใต้โมเดล ‘ร้านค้าโดนใจ’ ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของบริษัทฯ
3.ธุรกิจอื่น ๆ ร้านขายยาเพรียว จำนวน 146 สาขาในประเทศไทย ร้านขายยาสิริฟาร์มา จำนวน 1 สาขาในประเทศไทยร้านกาแฟวาวี จำนวน 58 สาขาในประเทศไทย ประกอบด้วย บริษัทฯ เป็นเจ้าของและเป็นผู้ดำเนินการจำนวน 50 สาขา ผู้รับแฟรนไชส์ของบริษัทฯ เป็นเจ้าของ และเป็นผู้ดำเนินการจำนวน 8 สาขา ร้านหนังสือเอเซียบุ๊คส จำนวน 55 สาขา และร้านหนังสือบุ๊คกาซีน จำนวน 1 สาขาในประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากบริการให้การสนับสนุนต่าง ๆ ได้แก่ บริการรับชำระเงิน ผ่านเคาน์เตอร์ Big Service แก่ลูกค้าในร้านค้าบิ๊กซี บริการให้คำปรึกษา บริการวางระบบหน้าร้านและระบบสนับสนุน รวมถึงติดตั้งระบบเครื่องชำระเงิน (POS System) ให้กับร้านค้าโดนใจ ให้บริการทรัพยากรบุคคล ในการส่งผู้บริหารเพื่อให้บริการจัดการแก่กลุ่ม TCC ในการดำเนินงานของร้านค้า MM Mega Market ของ MMVN ในประเทศเวียดนาม บริการวิเคราะห์ข้อมูลแก่ผู้จัดหาสินค้า (Supplier) ของร้านค้าบิ๊กซี บริการให้เช่าพื้นที่โฆษณาภายในพื้นที่ร้านค้า (Retail Venue) ของบริษัทฯ
ขณะที่จากข้อมูลของ Euromonitor ในระหว่างปี 2556 ถึงปี 2565 ในกลุ่มผู้ค้าปลีกสมัยใหม่สามอันดับแรกในประเทศไทย BRC คือผู้ประกอบธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานดีที่สุดในกลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ต และมีสถิติการเติบโตสูงสุด ในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ เมื่อพิจารณาจากการเติบโตของส่วนแบ่งทางการตลาด (ซึ่งคำนวณจากรายได้จากการขายปลีก)
นอกจากนี้ BRC ยังเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการที่มีระบบนิเวศทางธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และในประเทศอื่น ๆ ที่เติบโตสูงในภูมิภาค ผ่านเครือข่ายร้านค้าหลากหลายรูปแบบและแบรนด์ทั่วประเทศ ด้วยรูปแบบธุรกิจแบบรวมศูนย์ซึ่งผสมผสานระหว่างธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่และธุรกิจให้เช่าพื้นที่ (Town Center Business) ซึ่งเป็นจุดแข็งอันโดดเด่นที่ทำให้ BRC สามารถสร้างโอกาสในการนำเสนอผลกำไรและการเติบโตได้อย่างมั่นคง
“บริษัทมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และธุรกิจค้าส่งทั้งในไทยและต่างประเทศมาอย่างยาวนานกว่า 30 ปี อยู่ในตำแหน่งของผู้นำอุตสาหกรรมซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักทั้งในแง่คุณภาพ ความสะดวกสบายและความคุ้มค่า พร้อมขับเคลื่อนการอุปโภคบริโภคด้วยเครือข่ายธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย”นายอัศวิน กล่าว
อีกทั้งทั้งยังมีความโดดเด่นด้านรูปแบบธุรกิจรวมศูนย์ที่ผสมผสานระหว่างธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจให้เช่าพื้นที่ (Town Center Business) เพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินงาน มีการเลือกสรรสินค้าและรูปแบบร้านค้าที่แตกต่างกันไปสำหรับแต่ละท้องถิ่น ทำให้ร้านค้าของบริษัทสามารถตอบสนองต่อความต้องการอันหลากหลายของลูกค้า จนกลายเป็นจุดหมายสำหรับเลือกซื้อสินค้าที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทยสำหรับทุกกลุ่มผู้บริโภค
