โบรกฯ ยุติทำบทวิเคราะห์ STARK เหตุมองเป็นบริษัทล้มละลายแล้ว! จับตา!งบ Q1/66 อาจมีความเสียหายเพิ่มอีก
เป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง เกี่ยวกับประเด็น บริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK ที่รายงานผลประกอบการปี 2565 ออกมา ทำให้เกิดข้อกังขาหลายส่วน ทั้งการฉ้อโกงภายในบริษัท จนล่าสุดนักวิเคราะห์ออกมาประเมินว่า STARK กลายเป็นบริษัทที่ล้มละลายไปแล้วในทางเทคนิค เนื่องจากมีส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 4.4 พันล้านบาท
หากถอดมุมมองนักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า หลังต้องเข้าสู่การทบทวนคำแนะนำและประมาณการอยู่หลายเดือน จึงขอยุติการทำบทวิเคราะห์หุ้น STARK เนื่องจากฝ่ายวิจัยไม่สามารถประเมินมูลค่าหรือกำไรของบริษัทได้อีก
ทั้งนี้จากการรายงานปัญหาการฉ้อโกงทางบัญชี อีกทั้งมองว่า STARK เป็นบริษัทที่ล้มละลายไปแล้วในทางเทคนิค และคาดว่าบริษัทจะมีปัญหาในการดำเนินงานต่อ หากผู้ให้กู้ยุติการสนับสนุนทางการเงินหลังพบความไม่โปร่งใสทางบัญชีที่เกิดขึ้น
ขณะที่หลังจากล่าช้ามาหลายครั้ง STARK ได้นำส่งรายงานงบการเงินปี 2565 ซึ่งมีการปรับปรุงงบการเงินของปีก่อนหน้าออกมา ทั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญจากรายงานผลการดำเนินงาน การปรับปรุงงบ และหมายเหตุของผู้สอบบัญชีได้ดังนี้
ประการแรก STARK เป็นบริษัทที่ล้มละลายไปแล้วในทางเทคนิค เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ 4.4 พันล้านบาท ในปี 2565 และมีผลขาดทุน 6 พันล้านบาทในปี 2564 และ 6.6 พันล้านบาทในปี 2565
ประการที่สอง มีการตั้งข้อสังเกตถึงโอกาสการฉ้อโกงที่อาจเกิดขึ้น หลังพบว่า 1. มีการปลอมบัญชีลูกหนี้เพื่อให้บริษัทสามารถจ่ายเงินสดออกไปได้ 1.05 หมื่นล้านบาท 2. การตัดจำหน่ายเงินให้กู้ยืมแก่กิจการที่เกี่ยวข้องกันจำนวน 1.1 พันล้านบาท
และ 3. มีความเป็นไปได้ที่อาจมีความเสียหายอื่นเพิ่มเติมในงบการเงินงวดไตรมาส 1/66 ที่ยังไม่ได้รายงานออกมา โดยประมาณการคร่าวๆ ได้ที่ 4.5 พันล้านบาท บนข้อสงสัยว่าเงินสดที่มีอยู่ 6.1 พันล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 อาจหายไปหมด แม้ส่วนหนึ่งถูกนำไปชำระคืนหุ้นกู้ 1.5 พันล้านบาท ในเดือนก.พ. ที่ผ่านมา
ขณะที่ ณ สิ้นปี 2565 STARK มีหนี้สินคงค้างรวม 1.98 หมื่นล้านบาท แต่มีรายการสินทรัพย์ถาวรเพียง 4.2 พันล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ 0.3 พันล้านบาท และแม้บริษัทยังมีเงินสดอยู่ 6.1 พันล้านบาท แต่ผู้สอบบัญชีมีการระบุว่าส่วนหนึ่งถูกนำไปใช้ชำระคืนหุ้นกู้ 1.5 พันล้านบาท ในเดือนกุมภาพันธ์ 2566 ไปแล้ว
โดยเงินทุนหมุนเวียนสุทธิ 0.3 พันล้านบาท แจงออกได้เป็นสินค้าคงคลัง 1 หมื่นล้านบาท ลูกหนี้การค้า 7.8 พันล้านบาท และเจ้าหนี้การค้า 1.75 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ผู้สอบบัญชีระบุว่า อาจมีการตัดจำหน่ายหรือด้อยค่าสินทรัพย์เพิ่มเติมอีกในช่วงหลังสิ้นปี 2565
ดังนั้นบนการรายงานส่วนของผู้ถือหุ้นที่ติดลบไปแล้ว ทั้งยังมีประเด็นการฉ้อโกงของบริษัท เชื่อว่า STARK จะต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย จากหนี้สินทั้งหมด 1.98 หมื่นล้านบาท นั้นประกอบด้วยหุ้นกู้ 1.06 หมื่นล้านบาท และที่เหลือส่วนใหญ่เป็นเงินกู้ยืมธนาคาร แต่เนื่องจากมีการชำระคืนหุ้นกู้ไปแล้ว 1.5 พันล้านบาท เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ มูลค่าหุ้นกู้คงค้างจึงลดลงเหลือราว 9.0 พันล้านบาท
โดยคาดว่า STARK จะไม่สามารถชำระหนี้ส่วนใหญ่ได้ เนื่องจากส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบ และยังอยู่ภายใต้สถานการณ์ทางการเงินและบัญชีที่ร้ายแรงจนอาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน ซึ่งหมายถึงความสามารถในผลิตกระแสเงินสดก็จะลดลงไปตาม
อีกทั้งจากที่ผู้ถือหุ้นกู้มีมติให้ไถ่ถอนหุ้นกู้สองชุดโดยพลัน (เนื่องจากไม่สามารถส่งรายงานประจำปี 2565 ได้ตามกำหนด) รวมมูลค่า 2.2 พันล้านบาท คาดว่า STARK จะไม่สามารถชำระได้ และจะทำให้เกิดการ cross-default ในหุ้นกู้และเงินกู้ยืมธนาคารที่เหลืออีกทั้งหมด
