DUSIT การเติบโตรอบใหม่กำลังเกิดขึ้น เมื่อธุรกิจกำลังผลักดันให้งบฟื้นตัวเด่น
บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT เป็นอีกหนึ่งหุ้นในกลุ่มโรงแรมที่แนวโน้มธุรกิจกำลังจะเติบโต และจะสะท้อนมายังผลประกอบการจะสามารถกลับมามีกำไรสุทธิได้อีกครั้ง หลังจากที่ในงวดไตรมาส 1/66 ผลประกอบการของ DUSIT มีกำไรสุทธิได้แล้ว
โดยคำอธิบายในงบการเงินประจำงวดไตรมาส 1/66 ผู้บริหารระบุว่า บริษัทมีกำไรจากการประกอบธุรกิจหลัก 11 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับ -126 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผล จากการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจโรงแรมและการเติบโตของธุรกิจอาหาร การเดินทางของนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และฤดูกาลท่องเที่ยว
ตลอดจนผลสำเร็จในการปรับเพิ่มอัตราค่าห้องเฉลี่ยส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยต่อห้องราย ไตรมาสสูงสุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และทำให้บริษัทมีรายได้จากธุรกิจโรงแรมรายไตรมาสสูงสุดในรอบ 3 ปี
ขณะที่ธุรกิจอาหารของบริษัทก็เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจากธุรกิจการให้บริการจัดการอาหารแก่โรงเรียนนานาชาติและธุรกิจผลิตเบเกอรี่และแฟรนไชส์ร้านขนมอบซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่บริษัทได้เข้าลงทุนในกลางปี 2565 โดยถือเป็นไปตามแผนกลยุทธ์ด้านการขยายการเติบโตและการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ
โดยแผนธุรกิจของ DUSIT ในปี 66 จะเป็นอย่างไร และแนวโน้มโอกาสการเติบโตจะมีได้มากน้อยขนาดไหน รวมไปถึงนักวิเคราะห์มีมุมมองและให้คำแนะนำอย่างไร Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
แนวโน้มธุรกิจของ DUSIT ในปี 66 บริษัทมีมุมมองบวกต่อการฟื้นตัวของธุรกิจภายใต้กลุ่มบริษัท โดยคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและจะมีสัดส่วนรายได้จากธุรกิจอาหารเพิ่มมากขึ้น บริษัทมีสมมติฐานอัตราการเติบโตของรายได้รวมจากธุรกิจปัจจุบันประมาณ 30-35% จากปี 65 และคาดว่าอัตรา EBITDA ปี 66 จะมีค่าประมาณ 15-18% ของรายได้รวม
สำหรับความคืบหน้าโครงการที่สำคัญของ DUSIT คือ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ที่เป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมที่บริษัทร่วมทุนกับ CPN โดยการก่อสร้างต่างๆยังเป็นไปตามแผน ซึ่งแผนการเปิดโครงการในปัจจุบัน เฟสแรกจะเปิดในกลางปี 67 โดยเริ่มจากโรงแรม ตามด้วยอาคาร สำนักงาน ศูนย์การค้า และอาคารที่พักอาศัยเป็นส่วนสุดท้ายภายในปี 68
ขณะที่ในมุมมองของนักวิเคราะห์ทั้งสองแห่ง ทั้งจากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุเป็นเสียงเดียวกันว่าผลประกอบการของ DUSIT ในงวดปี 66 นี้ จะสามารถพลิกกลับมามีกำไรสุทธิได้อีกครั้ง และจะเติบโตแบบก้าวกระโดดหลังจากที่โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค แล้วเสร็จ
โดยบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากการเข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์ของ DUSIT เมื่อวันที่ 15 มิ.ย. และได้รับข้อมูลที่เป็นบวก โดยธุรกิจหลักได้พลิกเป็นกำไรไปแล้วในไตรมาส 1/66

นอกจากนี้ผู้บริหารยังคาดด้วยว่ารายได้ (รวม รายได้อื่นๆ) จะโตดีถึง 30-35% ในปี 66 ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับประมาณการของเรา ซึ่ง DUSIT วางแผนเปิดโรงแรมของตนเอง 1 แห่ง (ASAI Bangkok Sathorn) ในไตรมาส 2/66 และ โรงแรมที่รับบริหารอีก 13 แห่งในปีนี้ ซึ่งจะทำให้โรงแรมในพอร์ตเพิ่มเป็นรวม 62 แห่ง (เป็นเจ้าของเอง 10 แห่งและบริหารอีก 52 แห่ง)
ขณะเดียวกันยิ่งกว่านั้นธุรกิจอาหารก็กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจาก การกลับมาของธุรกิจรับจัดอาหาร (Catering) ให้โรงเรียนซึ่งกลับมาเปิดเทอมใหม่ ในขณะที่ร้านขนมอบ Bonjour กำลังอยู่ในช่วงขยายธุรกิจด้วยการเปิด 20 สาขาใหม่ในปีนี้
สำหรับ การพัฒนาโครงการ Dusit Central Park (DCP) เป็นไปตามแผนโดยโครงการโรงแรมมีกำหนด เปิดในกลางปี 67 ในขณะที่อาคารสำนักงาน พื้นที่ค้าปลีกและที่อยู่อาศัยน่าจะเปิดได้ในปี 68
นอกจากนี้ผู้บริหารยังได้ให้ข่าวคืบหน้าว่ายอดขายของโครงการที่อยู่อาศัยยังเพิ่มเป็น 62% ในเดือน พ.ค. และคาดว่าตัวเลขดังกล่าวจะแตะ 70% ภายในสิ้นปีนี้ ในธุรกิจโรงแรม ผู้บริหารคาดว่าค่าห้องรายวันเฉลี่ย (ADR) มี Upside จากเป้าเดิมที่ 10,000 บาทโดยมี สมมติฐานจากความต้องการที่อั้นอยู่ในตลาดโรงแรมหรู
ทั้งนี้คาดกำไรปกติปี 66 ที่ 51 ล้านบาท กำไรดังกล่าวน่าจะแตะ 450 ล้านบาท ในปี 68 โดยจะ ประกอบด้วย 200 ล้านบาท จากธุรกิจในปัจจุบันและอีก 250 ล้านบาท จากโครงการ DCP เมื่อรวมกำไร พิเศษจากการโอนโครงการที่อยู่อาศัย กำไรน่าจะแตะ 2.5 พันล้านบาท ในปี 68 โดยอาจมี Upside จากแผนนำธุรกิจอาหารมาไอพีโอ
ทั้งนี้หุ้น มีการซื้อขายในระดับการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจคงประมาณการกำไรปี 66-69 และราคาเป้าหมายปี 2023 ไว้ที่ 18 บาท (DCF) โดยราคาดังกล่าวประกอบด้วย 1.มูลค่าของธุรกิจหลัก 16.1 บาท และ2.มูลค่าโครงการที่อยู่อาศัย (DCP) อีก 1.9 บาท
DUSIT มีการซื้อขายในระดับการประเมินมูลค่าที่น่าสนใจที่ 21 เท่า ของค่า 2568 P/E (คิดจากกำไรปกติปี 68 ที่ 450 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมยอดขายที่อยู่อาศัย) หุ้นอาจมีปัจจัยบวกประกอบด้วยแนวโน้มกำไรขาขึ้นจากการพลิกฟื้นในปี 66 ก่อนกระโดดเพิ่มในปี 67 จากการเปิดตัวโครงการ DCP และขึ้นสูงสุดในปี 68 จากยอดขายที่อยู่อาศัย

