Official Update :

หุ้นไทยแสบ! ทำนักลงทุนบาดเจ็บ ผลตอบแทนแย่สุดใน “เอเชีย”

ผ่านไปแล้วสำหรับครึ่งปีแรกของปี 2566 ดัชนีตลาดหุ้นไทยปิดครึ่งปีแรก หรือวันที่ 30 มิ.ย.66 ที่ระดับ 1,503.10 จุด ปรับตัวลดลงที่ 9.92% เมื่อเทียบกับดัชนีปิดสิ้นปี 2565 ที่ผ่านมา โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยรวมทั้งสิ้น 107,139.26 ล้านบาท รวมทั้งบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ที่ขายสุทธิหุ้นไทยเช่นกันกว่า 7,369.14 ล้านบาท


แต่ในทางกลับกันสถาบันในประเทศ เข้าซื้อสุทธิหุ้นไทย 39,333.22 ล้านบาท และนักลงทุนในประเทศเข้าซื้อสุทธิหุ้นไทยสูงถึง 75,175.18 ล้านบาท


อย่างไรก็ตามหากสำรวจดัชนีตลาดหุ้นในแถบประเทศอื่นๆ พบว่า หุ้นไทย ทำผลงานได้แย่สุดใน “เอเชีย” โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด รายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นวันที่ 30 มิ.ย.66 ปิดที่ระดับ 1,503.10 จุด ปรับตัวลดลงที่ 9.92% นับจากต้นปีถึงปัจจุบัน ถือว่าปรับลดลงมากสุดในแถบเอเชีย ตามด้วย มาเลเซีย ปิดลบ 7.94% และฮ่องกง ปิดลบ 4.37% ขณะที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ให้ผลตอบแทนมากสุดในเอเชีย


นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด มีความเห็นว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี 66 เป็นช่วงที่ตลาดหุ้นไทย Underperform เมื่อเทียบกับภูมิภาคเป็นอย่างมาก สาเหตุมาจากผลการเลือกตั้งที่เหนือความคาดหมายของตลาด และความเชื่อมั่นในหุ้นขนาดกลาง-เล็กที่ลดลง จากกรณี STARK ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP เพราะส่งงบการเงินไม่ทัน อย่างไรก็ตาม คาดว่าตลาดหุ้นไทยจะถูกลดภาวะ Underperform ลงในช่วงไตรมาส 3/66 โดยมีปัจจัยที่เป็นจุดเปลี่ยนในการลงทุนคือ


1.การคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ซึ่งคาดว่าจะเห็นการปรับขึ้นอีกเพียงครั้งเดียว +0.25% เป็น 5.50% ในการประชุมวันที่ 26 ก.ค. จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในครึ่งหลังปี 66 ซึ่งทุกครั้งที่เฟดคงดอกเบี้ย จะเป็นช่วงที่สินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย (Bear market rally) การที่จะพลิกกลับมาอ่อนตัวลงตามแรงกดดันของภาวะ Recession


2.Dollar Index มีแนวโน้ม Sideway หรือพักตัวลง เพราะธนาคารกลางยุโรปและธนาคารกลางอังกฤษยังจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อระงับเงินเฟ้อ จากผลผลิตของสินค้าเกษตรที่ถูกกระทบจากภาวะเอลนีโญ และความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ทำให้ราคาพลังงานมีโอกาสกลับมาเร่งตัวขึ้น จากการเร่งสต็อกถ่านหินและ ก๊าซธรรมชาติไว้ใช้ในฤดูหนาวช่วงไตรมาส 4/66 ส่งผลให้กระแสเงินมีโอกาสไหลกลับมายัง Emerging Market หรือตลาดหุ้นเอเชีย ที่มักได้ผลดีจากการพักตัวของ Dollar Index และเป็นภูมิภาคที่คุมเงินเฟ้อได้ดีกว่าฝั่งยุโรปและสหรัฐฯ


3.ทางการจีนมีโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น หลังจากที่การฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศไม่เป็นไปตามที่คาด โดยหลังจากที่ธนาคารกลางจีนปรับลดอัตราดอกเบี้ย และเพิ่มสภาพคล่องเข้ามาในระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายการคลัง เช่น การกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ และโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น ซึ่งจะเป็นผลดีต่อกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และวัสดุก่อสร้าง เป็นต้น


4.ปัจจัยการเมืองในประเทศ ผันผวนสูงแต่มีทางออก แม้การจับขั้วทางการเมืองยังไม่ชัดเจน และมีโอกาสเกิดขึ้นได้หลายแนวทาง แต่สุดท้ายคาดว่าจะเห็นการโหวตนายกฯและจัดตั้งรัฐบาล ตามแนวทางที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ให้ ซึ่งเมื่อผ่านพ้นช่วงโหวตนายกฯไปแล้ว SET INDEX จะตอบรับเชิงบวก และสามารถลดภาวะ Underperform ที่เกิดขึ้นได้


แต่ในช่วงก่อนโหวตนายกฯ อาจไม่เห็นการเก็งกำไรขึ้นมารอผลโหวตเหมือนที่เกิดขึ้นในปี 2562 เพราะโอกาสโหวตผ่านครั้งเดียวยังค่อนข้างต่ำ และเมื่อพิจารณาจากฉากทัศน์ที่ประเมิน พบว่า Risk/Reward Ratio ไม่อยู่ในระดับที่ต้องรีบเข้าไปเก็งกำไรก่อนโหวตด้วย


ทั้งนี้ แม้ SET INDEX มีโอกาสลดภาวะ Underperform ในช่วงครึ่งหลังปี 66 แต่ใช่ว่าจะเห็นการเปลี่ยนแนวโน้มกลับมาเป็นขาขึ้นอีกครั้ง เพราะในช่วงที่การเมืองในประเทศมีความชัดเจน ปัจจัยภายนอกอาจเริ่มกังวลกับภาวะ Recession ซึ่งจะทำให้ Performance ของ SET INDEX ทำได้เพียงลดภาวะ Underperform ในช่วงตลาดขาลงเท่านั้น


โดยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในไตรมาส 3/66 ที่ 1,450-1,600 จุด และประเมินเป้าหมายสิ้นปี นี้ที่ 1,630 จุด เชิงของกลยุทธ์การลงทุน จึงยังแนะนำให้ระมัดระวังในการลงทุน และ Selective Buy โดยเลือกกลุ่มที่มีธีมการลงทุนชัดเจน เช่น ผลประกอบการไตรมาส 2/66 เด่นและมีเงินปันผลกลางปีจูงใจ, ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน, มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและValuation ไม่แพง ซึ่งหุ้นแนะนำใน 7 Wonder คือ BANPU, CK, CPALL, NER, ORI, OSP, และ VGI


ณัฐภูมินทร์ ทวีทรัพย์

Senior Content Creator

Most Viewed
Wealth EZ
กรณีศึกษา: เรื่องต่อไปที่ “เนเน่” ต้องตัดสินใจ !!!
Updated 1 day ago
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
Updated 11 hours ago
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
Updated 11 hours ago
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
Updated 11 hours ago
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
Updated 18 hours ago
Follow Us