คาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งในกรอบ รีบเก็บ 2หุ้นใหญ่ รับนโยบายยานยนต์ EV
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี เปิดเผยว่า คาด SET แกว่งตัว 1,560 - 1,580 จุด เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่โดยแม้ว่าภาวะตลาดจะได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ฟื้นตัวขึ้น อย่างไรก็ตามความกังวลการแพร่ระบาด Covid-19 รอบใหม่ฝั่งยุโรป และ Fund Flow ที่ผันผวนจะกดดันต่อดัชนี
กลยุทธ์การลงทุน: Selective Buy
EA GPSC กระแสข่าวยกเลิกขายยานยนต์เครื่องยนต์ภายในปี 2035
HANA KCE TU CPF อานิสงส์เงินบาทที่อ่อนค่าลง หุ้นกระแสกัญชง ICHI SAPPE RBF DOD IP TACC GUNKUL KISS ZIGA
สำหรับหุ้นแนะนำวันนี้
EA (ปิด 58.75 ซื้อ/เป้าสูงสุด IAA Consensus 69) ได้ Sentiment บวกคณะกรรมการรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติตั้งเป้าให้ประเทศไทยใช้รถไฟฟ้าทั้งหมด 1.15 ล้านคันในปี 2578 และเตรียมออกมาตรการส่งเสริมการลงทุนเพื่อจูงใจผู้ประกอบการและผู้ใช้รถยนต์
TU (ปิด 14.6 ซื้อ/เป้า 18) ได้ Sentiment บวกเงินบาทอ่อนค่าโดย TU มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกมาสุดของอุตสาหกรรม (70% ของรายได้รวม) และยังมี Story จากการออกผลิตภัณฑ์ทูน่ากัญชง
ประเด็นสำคัญวันนี้
กลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 2/21 เราปรับเป้า SET target ณ สิ้นปีเป็น 1700 จุด (เดิม 1670): อิง Forward PE ที่ +1.5SD หรือ PE 18.6 เท่าและปรับใช้คาดการณ์ EPS ตลาดเป็นปี 2022 ที่ 91 บาทต่อหุ้น เรามีมุมมองเป็นบวกต่อทิศทาง ศก.จากการเปิดเมืองและเร่งกระจายวัคซีนป้องกันไวรัส Covid-19 ให้น้ำหนักหุ้น Value Stock เพิ่มขึ้นและคาดว่าจะเป็นกลุ่มที่จะ Outperform ตลาดในช่วงที่เหลือของปีนี้เราเลือกหุ้นที่ราคายัง Laggard เป็น top pick นำโดย ADVANC AOT CRC DTAC HMPRO และ IVL
แบงก์ชาติคงดอกเบี้ยแต่ลดคาดการณ์ GDP มองท่องเที่ยวฟื้นช้า: กนง.มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 0.5% ตามเดิม แต่ปรับลดคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าสู่ระดับ 3% และ 4.7% จากเดิม 3.2% และ 4.5% ตามลำดับ จากการปรับลดคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเป็น 5 ล้านคนจากเดิม 6 ล้านคน ส่วนปัจจัยด้านบวกแบงก์ชาติปรับเพิ่มคาดการณ์ตัวเลขส่งออกเป็น 10% เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 5.7%
ติดตามตัวเลข ส่งออก เดือน ก.พ. จับสัญญาณการฟื้นตัวของ ศก.: เบื้องต้น Consensus คาดยอดส่งออกของไทยเดือน ก.พ. จะพลิกเป็นหดตัว 1.5 -2.% ติดลบครั้งแรกในรอบ 3 เดือน อย่างไรก็ตามหากตัวเลขออกมาเป็นบวกจะส่งผลดีต่อภาพรวม ศก. และเป็นบวกต่อ Sentiment การลงทุน (ส่งออกมีมูลค่าคิดเป็น 50-60% ของ GDP)
