ห้ามพลาด!!! เช็คหุ้นได้เสีย ในวันที่เรือยักษ์ปิดคลองสุเอซ
ปัญหาใหญ่ระดับโลกเกิดขึ้นให้ถกเถียงกันอีกครั้ง และเป็นปัญหาที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน อย่าง “วาฬเกยตื้น” หรือ เรือยักษ์ Ever Given ที่ถือเป็นหนึ่งในเรือขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ของโลก ความยาวประมาณ 400 เมตร ได้เกยตื้นในเส้นทางการค้าที่สำคัญในคลองสุเอซตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา แม้ล่าสุดได้กอบกู้ให้กลับมาลอยได้อีกแล้ว แต่เส้นทางการเดินเรือจะกลับสู่สภาวะปกติคงอีกนาน เพราะเรือยังติดอยู่ในเส้นทางดังกล่าวจำนวนมาก
โดยล่าสุด สำนักข่าว Bloomberg ได้รายงานว่าทีมกอบกู้เรือ Ever Given ให้กลับมาลอยได้อีกครั้งแล้ว โดยใช้วิธีขุดเจาะทราย ปริมาตรราว 27,000 ลูกบาศก์เมตร ออกไปบริเวณริมฝั่งคลองที่ติดกับตัวเรือ จนเรือกลับมาลอยน้ำได้สำเร็จ โดยจะใช้เรือลากเพื่อหมุนหัวเรือให้กลับมาสู่เส้นทางการเดินเรืออีกครั้ง อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะกลับมาลอยได้อีกครั้งนักวิเคราะห์ต่างก็มองว่า ต้องต้องใช้เวลาอีกนาน เส้นทางเดินเรือดังกล่าวจะกลับมาเป็นปกติ โดยปัจจุบันมีเรือจำนวนมากที่ยังติดอยู่ในเส้นทางดังกล่าว
ทั้งนี้จากปัญหาดังกล่าว ทีมข่าว Wealthy Thai ไม่ได้ที่จะหยุดนิ่ง จึงได้รวบเรื่องราวปัญหาที่เกิดขึ้นว่า จะมีผลกระทบในทั้งในแง่บวก และลบต่อหุ้นไทยหรือไม่ เนื่องจาก คลองสุเอซ ถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าราว 12% ของการค้าโลก ไปติดตามกันเลย
“สถานการณ์ปัจจุบันคือ เรือยังไม่ขยับมาก แม้น้ำจะขึ้น โดยแผนการล่าสุด ที่จะดำเนินการคือ การขนย้ายตู้สินค้าบนเรือออก เพื่อให้เรือมีน้ำหนักเบาขึ้น และสามารถลากจูงออกมาได้ง่าย โดยคาดว่าจะใช้เวลาราว 1-2 สัปดาห์ เพราะในเรือมีตู้สินค้ากว่า 2 หมื่นตู้ หากยืดเยื้อเป็นเวลานาน 2 สัปดาห์ หรือกรณีเลวร้าย นานร่วมเดือนจะเป็นการซ้ำเติมวิกฤตตู้คอนเทนเนอร์ขาดแคลน ทำให้อัตราค่าระวางของสายเรือทุกประเภทปรับตัวขึ้นตามต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น อาทิ ราคาน้ำมันดิบ (วันศุกร์พลิกกลับมา + 4%) ไม่ว่าจะเป็นเรือบรรทุกตู้คอนเทนอเนอร์ และเรือเทกอง รวมถึงเรือขนส่งน้ำมัน”นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด กล่าว
สำหรับประเด็นดังกล่าว เกือบสัปดาห์แล้ว ที่เหตุการณ์เรือยักษ์ Ever Given เกยตื้นติดอยู่กับชายฝั่ง ลำตัวขวางกั้นคลองสุเอซ (Suez) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าเส้นทางขนส่งสินค้าระหว่างยุโรปกับเอเชีย ทำให้เรือลำอื่นรวมกันเกิน 200 ลำไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ทั้งนี้ผลกระทบโดยรวมเป็นปัจจัยลบกระทบต่อการค้าโลกช่วงสั้น โดยนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัดประเมินผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียน ดังนี้
หุ้นที่ได้ประโยชน์
กลุ่มพลังงาน โดยมีปัจจัยหนุนจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น จาก Supply ที่หายไป ที่สำคัญ คือ ตลาดรอผลกาประชุม OPEC+ 1 เม.ย. ช่วงสั้นราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นดีต่อ PTT (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 48.5 บาท) และ PTTEP (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 118 บาท)
กลุ่มขนส่งและโลจิสติกส์ที่รับจัดการขนส่งทางเรือ (Sea Freight) คาดจะได้รับประโยชน์จากเหตุการณ์นี้ เช่น LEO (รายได้จาก Sea Freight 69%), III (รายได้จาก Sea Freight 10%), SONIC (รายได้จาก Sea Freight 63%) ขณะที่หุ้นที่ฝ่ายวิจัย Coverage คือ WICE (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 8.00 บาท) มีสัดส่วนรายได้จาก Sea Freight 16% และกลุ่มธุรกิจห้องเย็น-คลังสินค้าจะได้รับประโยชน์คือ JWD (แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 11.00 บาท) เพราะผู้ประกอบการจะนำสินค้าเข้ามาพักไว้ในคลังบริเวณท่าเรือแหลมฉะบัง ในระหว่างที่ต้องรอเวลาบรรจุเข้าตู้สินค้ายาวนานขึ้น
ส่วนบริษัทที่มีส่งออก อาทิ กลุ่มเกษตร -อาหาร : STGT, STA, TU, TFG GFPT CPF ฝ่ายวิจัยได้โทรไปสอบถามบริษัทจดทะเบียนเกือบทุกบริษัทที่ทำการศึกษา ในเบื้องต้นคาดว่าผลกระทบจำกัด เพราะเป็นผลกระทบระยะสั้นและสัดส่วนการส่งออกไปสหภาพยุโรปไม่มาก แต่ยังต้องติดตามว่าปัญหาดังกล่าวจะยืดเยื้อหรือไม่ ซึ่งหากยืดเยื้ออาจทำให้ค่าขนส่งของผู้ประกอบการสูงขึ้น เพราะต้องใช้เส้นทางขนส่งที่ยาวขึ้น ดังนี้
STGT: คาดกระทบจำกัด จากการสอบถามทาง STGT พบว่าปัจจุบัน STGT มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกถุงมือยางไปสหภาพยุโรปราว 21% ของรายได้รวม/ปี ซึ่งทาง STGT ประเมินว่าบริษัทเดินเรือจะใช้เส้นทางขนส่งผ่านแหลมกู้ดโฮปหรือเส้นทางอื่นแทนไปก่อน
STA: คาดกระทบจำกัด จากการสอบถามทาง STA พบว่าปัจจุบัน STA มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกยางพาราและถุงมือยางไปสหภาพยุโรปราว 12% ของรายได้รวม/ปี ซึ่งทาง STA ประเมินว่าบริษัทเดินเรือจะใช้เส้นทางขนส่งผ่านแหลมกู้ดโฮปหรือเส้นทางอื่นแทน
TU: คาดกระทบจำกัด ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไปสหภาพยุโรปราว 3% ของรายได้รวม ทั้งนี้ TU มีโรงงานแปรรูปทูน่าที่ประเทศเซเชลส์ ซึ่งผลิตทูน่าสุกแช่แข็ง (Tuna Loin) เพื่อส่งออกไปสหภาพยุโรป เพื่อผลิตทูน่ากระป๋อง คิดเป็นสัดส่วนราว 5% ของรายได้รวม ทำให้ TU มีสัดส่วนรายได้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทั้งสิ้นราว 8% ของรายได้รวม/ปี ทั้งนี้ จากการสอบทาง TU พบว่าบริษัทเดินเรือจะใช้เส้นทางขนส่งผ่านแหลมกู้ดโฮปแทนไปก่อน ส่วนค่าขนส่งสำหรับสินค้าที่จ่ายไปแล้วก็จะไม่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่สำหรับการขนส่งสินค้าใหม่อาจต้องจ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง โดยรวมแล้วคาด TU ยังบริหารจัดการได้
TFG: คาดกระทบจำกัดเช่นกัน จากการสอบถามทาง TFG พบว่าปัจจุบัน TFG มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไก่ไปสหภาพยุโรปราว 6% ของรายได้รวม/ปี ซึ่งทาง TFG ประเมินว่าปัญหาดังกล่าวจะแก้ไขได้ใน 1-2 สัปดาห์
GFPT: คาดกระทบจำกัดเช่นกัน จากการสอบถามทาง GFPT พบว่าปัจจุบัน GFPT มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไก่ไปสหภาพยุโรปราว 5% ของรายได้รวม/ปี
CPF: คาดกระทบจำกัดเช่นกัน จากการสอบถามทาง CPF พบว่าปัจจุบัน CPF มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกไก่ไปสหภาพยุโรปเพียง 2% ของรายได้รวม/ปี
กลุ่มชิ้นส่วนฯ KCE: ได้รับผลกระทบจำกัด เนื่องจากสัดส่วนที่บริษัทรับผิดชอบขนส่งเป็น 40% ของคำสั่งซื้อทั้งหมด (และลูกค้ารับผิดชอบเอง 60%) โดยในส่วนที่ KCE รับผิดชอบจะเป็นการส่งทางอากาศ 40% และทางเรือ 60% ทำให้รายได้ที่ใช้การขนส่งทางเรือที่ KCE รับผิดชอบคิดเป็น 24% ของรายได้รวม โดย KCE มีสัดส่วนรายได้ส่งไปสหภาพยุโรป 55% ของรายได้รวม/ปี ทำให้ Net exposure คิดเป็น 13% ของรายได้ทั้งหมด
DELTA: คาดว่าจะได้รับผลกระทบจำกัด โดย DELTA มีลูกค้าสหภาพยุโรปราว 12% ของรายได้รวม/ปี โดยคาดว่าบริษัทขนส่งจะเปลี่ยนเส้นทางไปขนส่งผ่านแหลมกู้ดโฮปหรือเส้นทางอื่นแทนไปก่อน ซึ่งจะส่งผลให้ระยะการส่งมอบสินค้านานขึ้นราว 1-2 สัปดาห์
SVI: คาดว่าจะกระทบจำกัด ถึงแม้ว่าบริษัทจะมีลูกค้าส่วนใหญ่กว่า 80% ในสหภาพยุโรป แต่การขนส่งและนำเข้าสินค้าส่วนใหญ่กว่า 90% เป็นการขนส่งทางอากาศเป็นหลัก ทำให้ให้ Net exposure จากการขนส่งทางเรือไปยุโรปคิดเป็นเพียงราว 5% ของรายได้ทั้งหมด
HANA: คาดกระทบจำกัด เนื่องจากไม่ได้มีลูกค้าอยู่ในสหภาพยุโรป โดยลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่กว่า 80% อยู่ในทวีปอเมริกาและเอเชียเป็นหลัก แต่อาจได้รับผลกระทบทางอ้อมจากลูกค้าบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว
