ANAN ตั้งแต่ต้นปีร่วง 43% โบรกฯ สั่ง “หลีกเลี่ยง” และ “ขาย” ชี้ “แอชตัน อโศก” กระทบความเชื่อมั่นหลายด้าน
บริษัท อนันดา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ANAN ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงหรือลดลงกว่า 18% หลังจากในวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ศาลปกครองสูงสุด มีคำพิพากษาให้ “เพิกถอน” ใบอนุญาตก่อสร้าง “แอชตัน อโศก”
แต่อย่างไรก็ดี จากการสำรวจข้อมูลของทาง Wealthy Thai พบว่า ความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปี 2566 ถึง ปัจจุบัน (ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2566) นั้น มีการปรับตัวลดลงถึง 43.45% หรือลงมาอยู่ที่ระดับราคา 0.82 บาท ซึ่งแน่นอนว่าก็มีนักลงทุนไม่น้อยที่ต้องเจ็บตัว ทางเราจึงได้หยิบมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนมาแบ่งปันกันในครั้งนี้
โดยบทวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ได้ให้คำแนะนำ “หลีกเลี่ยงการลงทุน” และ “ขาย” เนื่องจากจากประเด็นข่าวดังกล่าว ย่อมสร้างกระแสเชิงลบด้านจิตวิทยาในหลายส่วน ทั้งต่อแวดวงธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัย ที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของกลุ่มผู้ซื้อที่อยู่อาศัยในตลาด ตลอดจนความเชื่อมั่นต่อภาพลักษณ์บริษัท
ขณะเดียวกัน ย่อมกระทบต่อการโอนกรรมสิทธิ์, การสร้างยอดขาย ทั้งจากโครงการเดิมที่อยู่ระหว่างการพัฒนา และโครงการใหม่ที่เตรียมเปิดขายไตรมาส 4/66 ซึ่งมีโอกาสถูกเลื่อนออกไป จนกว่าจะสามารถกลับมาสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อได้อีกครั้ง
รวมถึงกระทบต่อความมั่นใจของกลุ่มนักลงทุนทั้งผู้ร่วมทุน (กลุ่มพันธมิตรร่วมทุน คือ Mitsui Fudosan Japan),เจ้าหนี้ และผู้ถือหุ้นกู้ ทําให้การออกหุ้นกู้ครั้งใหม่หรือ Roll-Over มีโอกาสทําได้ยากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อการดําเนินงาน และปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน
อย่างไรก็ดี กรณีดังกล่าว แม้จะยังไม่สามารถประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นในเชิงตัวเลขได้ชัดเจน เนื่องจากต้องรอความเห็นของผู้ตรวจสอบบัญชีที่มีต่องบการเงิน แต่เบื้องต้นอาจเห็นการตั้งสํารองความเสียหายของโครงการอย่างน้อยในส่วนของห้องชุดที่ยังไม่ได้ขายที่มีมูลค่า 828 ล้านบาท ตามสัดส่วนการถือหุ้นที่บริษัทร่วมทุนคือ 51% คาดมีมูลค่าที่ต้องตั้งสํารองราว 422 ล้านบาท ในงบการเงิน
ทั้งนี้ ภายใต้การประเมินมูลค่า ผ่านการ Adjusted BV ปี 2566 ที่ไม่รวม Perp Bond และสะท้อนความเสียหายของโครงการ Aston Asoke โดยหักมูลค่าโครงการ 6.5 พันล้านบาท ตามสัดส่วนถือ 51% คิดเป็นมูลค่า 0.8 บาทต่อหุ้น จะให้มูลค่า Adjusted BV ที่ 1.51 บาทต่อหุ้น และอิง PBV 0.5 เท่า ส่งผลให้ราคาเป้าหมายปีนี้อยู่ที่ 0.75 บาท
