จัดอับดับ TOPLIST 5 หุ้น ESG ตัวไหนเด็ดน่าลงทุนแบบยั่งยืน
เมื่อเทรนด์การลงทุนอย่างยั่งยืนเข้ามามีบทบาทในโลกการลงทุนบริษัทจดทะเบียนไทยควรปรับตัวอย่างไรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้อยู่ในสปอร์ตไลท์ของผู้ลงทุนและผู้ลงทุนสามารถนำข้อมูลด้าน ESG ไปใช้ในการตัดสินใจลงทุนได้อย่างไร
ณ ขณะนี้ นักลงทุนคงจะพอได้ยินเทรนด์การลงทุนของโลก ด้วยการเน้นธีมลงทุนด้วยการนำข้อมูล ESG มาเป็นส่วนหนึ่งในการประกอบการตัดสินใจเลือกลงทุน แต่สำหรับนักลงทุนมือใหม่คงจะสงสัยไม่น้อยว่า ESG คืออะไรและจะมีผลอย่างไรต่อหุ้นที่เราจะเลือกลงทุน ในอนาคตอันใกล้นี้อาจจะไม่สำคัญ แต่ถ้าในระยะยาวถือว่าจะมีส่วนสำคัญของการสร้างพอร์ตให้เติบโตแบบยั่งยืน
โดย ข้อมูลESG ของบริษัทจดทะเบียนสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจ ซึ่งคำนึงถึงประเด็นความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล โดยธุรกิจที่มีผลการดำเนินงานด้าน ESG ที่ดี จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและการยอมรับจากผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขัน และศักยภาพในการเติบโตระยะยาว รวมถึงเชื่อมโยงกับมูลค่ากิจการ และผลการดำเนินงานทางการเงิน (Financial Performance) ของธุรกิจ
อย่างไรก็ตามคงจะมีคำถามในหัวสำหรับนักลงทุนว่าแล้ว ESG นั้นมีความสำคัญอย่างไร โดย ESG ถือเป็นที่ยอมรับจากผู้ลงทุนทั่วโลกและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ขณะเดียวกันเป็นการช่วยเปรียบเทียบมุมมองความยั่งยืนทั้งในบริบทของตลาดทุนไทย และผ่านมุมมององค์กรระดับสากล อีกทั้งช่วยสะท้อนศักยภาพในการเติบโตและมูลค่ากิจการในระยะยาว และที่สำคัญผู้ลงทุนสถาบันจะใช้เป็นองค์ประกอบในการพิจารณาคัดเลือกหลักทรัพย์ในการลงทุนมากขึ้น
สำหรับกลุ่มหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยตัวไหนที่มี ESG สกอร์สูงสุด 5 อันดับจะมีใครบ้างวันนี้ Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง ซึ่งการจัดอันดับนั้นมาจากการจัดโดย Arabesque S-Ray เป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกที่ให้บริการด้านข้อมูล การวิจัย และคำปรึกษาเกี่ยวกับการประเมินด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เป็นพันธมิตรร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ โดยใช้เทคโนโลยีด้าน AI และ Big Data มาประกอบการประเมินผลการดำเนินงานและความยั่งยืนของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ ทั่วโลก กว่า 7,500 บริษัท
โดยบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับ ESG สกอร์สูงสุดหากเรียงตามอันดับประกอบไปด้วย 1.บริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP ได้คะแนน ESG สกอร์อยู่ที่ 73.56 เป็นที่รู้จักกันดีว่า BPP ประกอบธุรกิจหลักด้านพลังงานไฟฟ้าในรูปแบบพลังงานสะอาดและพลังจากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งในอนาคตเองมีแผนที่จะผลักดันพลังงานสะอาดให้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งต่อยอดประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานสะอาดสู่ธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน เกาะเทรนด์ธุรกิจพลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อย
อันดับที่ 2.ได้แก่ DELTA หรือ บริษัทเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้สกอร์ ESG ที่ระดับ 72.04 โดย DELTA เป็นชื่อที่นักลงทุนคุ้นหูและรู้จักกันเป็นอย่างในช่วงปลายปีที่แล้วรวมถึงมาในปีนี้ เพราะเป็นหุ้นที่ราคาขึ้นแรงทะลุฟ้าออกไปนอกอวกาศกันเลยทีเดียว โดย DELTA เป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านการจัดการระบบกำลังไฟฟ้า (Power management solutions) รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์บางประเภท ได้แก่ พัดลมอิเล็กทรอนิกส์
อันดับที่ 3. บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มีสกอร์ ESG ที่ 68.95 เป็นหุ้นที่มีความยั่งยืนทางด้านของธุรกิจ และเป็นบริษัทที่มีมูลค่าบริษัทมากที่สุดในอันดับ 1 ของโลกด้านอุตสาหกรรมกลุ่มสนามบิน ถึงแม้ในช่วงที่ผ่านมาผลประกอบการจะออกมาลดต่ำลงตามที่คาดการณ์ไว้แล้วเพราะไม่มีกิจกรรมการเดินทางข้ามระหว่างประเทศ
ไปต่อกันที่อันดับที่ 4.ได้แก่ ผลิตและจำหน่ายน้ำมันถั่วเหลือง ตราองุ่น อย่างบริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TVO หลังจากที่ภาพรวมราคา soft commodity เป็นขาขึ้น ซึ่งราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกยังคงอยู่ในช่วงขาขึ้นมีคะแนนสกอร์ ESG ที่ 68.43 และอันดับที่ 5.บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA มีสกอร์ ESG 67.32 บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สีและสารเคลือบผิว ยิ่งต้องใส่ใจคนรอบข้างสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในแง่ของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็มีส่วนสำคัญที่หากจะดูสกอร์ ESG ด้านความยั่งยืนแล้วเพราะหากคำนึงถึงประเด็นความเสี่ยง และโอกาสทางธุรกิจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล และสุดท้ายแล้วก็จะเชื่อมโยงไปถึงผลกำไรของบริษัท
ผลงานในปีที่ผ่านมา
ต้องยอมรับว่าในปี 63 ถือเป็นปีที่ไม่ปกติ เพราะเกิดเหตุการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่รอบโลก แต่อย่างไรก็ตามบริษัทที่มีสกอร์ ESG ในระดับสูงขนาดนี้ สามารถสร้างความยั่งยืน ให้อยู่รอด และสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้น ได้ BPP มีกำไรสุทธิงวดปี 63 จำนวน 3,702 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% จากงวดปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 2,968 ล้านบาท
ขณะที่ DELTA มีกำไรสุทธิงวดปี 63 จำนวน 7,101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 133% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิเพียง 2,959 ล้านบาท ส่วน AOT ผลการดำเนินงานพลิกเป็นขาดทุนสุทธิ 3,441 ล้านบาท จากปีรอบ 62 ที่มีกำไรสุทธิ 4,320 ล้านบาท สำหรับ TVO มีกำไรสุทธิ 1,655 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% และ TOA มีกำไรสุทธิ 2,031 ล้านบาทลดลงเล็กน้อยจากปีก่อน
ปัจจัยที่จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน
BPP
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด มองว่าทั้ง BPP และ BANPU ได้ผ่านปีที่แย่ที่สุดมาแล้ว นอกจากนี้หากมีความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย ก็อาจสร้าง positive sentiment ต่อราคาหุ้น BPP และ BANPU จากการลงทุนใน Banpu NEXT แนะนำ "ซื้อ" BPP (ราคาเป้าหมาย 22 บาท) และ "ซื้อ" BANPU (ราคาเป้าหมาย 12.70 บาท)
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงประมาณการกำไรปกติปี 64 ที่ 3,912 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.3% จากปีก่อน ซึ่งได้แรงหนุนจาก รับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการ Solar Farm ในญี่ปุ่นที่ COD ในปี 2563 ประกอบกับรับรู้รายได้เต็มปีจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามที่มีการเข้าซื้อในช่วงไตรมาส 3/63 (18.8MWe)
นอกจากนี้การดำเนินการของโรงไฟฟ้าหงสาแบบเต็มกำลังทั้งปี หลังประสบเหตุแผ่นดินไหวและปิดซ่อมบำรุงบางส่วนในปี 62 และ 63 ตามลำดับ และการ COD โครงการโรงไฟฟ้าต่าง ๆ เช่น SLG (396.0MWe), Soc Trang Phase 1 (15.0MWe) และ Solar Farm ในญี่ปุ่น 3 โครงการ (19.0MWe) คงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเหมาะสม 21.20 บาท โดยราคาดังกล่าวยังคงมี Upside หากมีการทำ M&A โครงการโรงไฟฟ้าเพิ่มเติมตามแผนเพิ่มกำลังผลิตระยะยาวของบริษัทโดยคาดจะมีความชัดเจนในปี 64
DELTA
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงประมาณการกำไรปกติปี 2564 ที่ 9.2 พันล้านบาท เพิ่ม35% จากปีก่อน อิงสมมติฐานยอดขายในรูป USD ปี 64 เติบโต 13% และอัตรากำไรขั้นต้นปี 64 ที่ 24.7% อย่างไรก็ดี หาก GPM ของ DELTA ยืนระยะที่ระดับ +/-25% ไม่ได้ในช่วงที่ยอดขายเติบโต
ทั้งนี้ประมาณการของเราจะมี Downside Risk เราจะปรับประมาณการอีกครั้งหรือไม่ขึ้นกับ Guidance จากผู้บริหารในระยะถัดไป ยอดขายที่แข็งแกร่งหนุนจากคำสั่งซื้อจาก 1) สินค้ากลุ่ม Data Center ที่โดดเด่นในยุค Tech Disruption 2) สินค้ากลุ่ม EV Car Charging Station และ Power supply และ 3) สินค้ากลุ่ม Fan ขณะที่ Upside อยู่ที่ตลาดอินเดียที่อาจฟื้นตัวแรงหลัง COVID-19 คงคำแนะนำ ขาย อิงราคาเหมาะสม สิ้น ปี 64 ที่ 258 บาท
AOT
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า AOT ปรับคาดการณ์จำนวนเที่ยวบินสำหรับปีงบประมาณ 64 ถึง 67 โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้ 1.AOT ปรับคาดการณ์จำนวนผู้โดยสารเป็น 31.9ล้าน, 73.17ล้าน, 128.85ล้าน, และ 146.4ล้านคน ในปี 64-67 ตามลำดับ
2.ในส่วนของจำนวนเที่ยวบิน AOT คาดว่าจะมี 3.35แสน, 5.47แสน, 8.25แสน, และ 9.23แสน เที่ยวบินในช่วงปี 2021-2024F ตามลำดับ 3.คาดการณ์ในกล่าวอ้างอิงกรณีที่ดีที่สุดในมุมมองของ AOT ว่าประเทศไทยจะเปิดประเทศให้ผู้เดินทางจากต่างประเทศหลังจาก ต.ค. 21 และปริมาณผู้โดยสารจะถึงระดับก่อน Covid ภายในปี 66 แต่อาจจะล่าช้าไปยังปี 67 ในกรณีที่แย่สุดสุดว่า ประเทศไทยจะเปิดประเทศในปี 65
คาดการณ์ของ AOT ทำให้เกิดการปรับคาดการณ์รายได้สัมปทาน ขณะที่ AOT ปรับคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวจะกระทบต่อรายได้สัมปทานที่เชื่อมโยงกับการคำนวณของด้วยวิธี MAGi ของ KPD ต้องล่าช้าออกไปอีก เทียบกับกรณีของเราที่ล่าช้าออกไปอีก 1 ปี ในกรณีที่ดีที่สุดและ 2 สำหรับกรณีที่แย่ที่สุดและอาจทำให้มีการปรับคาดการณ์กำไร 11-40%
โดยปรับคำแนะนำเป็น ซื้อ ราคาเป้าหมาย 77 บาท อัตรา risk-reward ที่ดีพอ ขณะที่คาดการณ์ของ AOT สำหรับปี 64 สอดคล้องไปกับมุมมองของเรา เราเชี่อว่ามีอัพไซด์ของมุมมองของ AOT ในช่วงตั้งแต่ปี 65 เป็นต้นไป เนื่องจากสัญญาณของ pent-up demand จากตลาดหลัก เช่น จีนและอินเดีย อย่างที่เราได้ระบุไว้ในรายงานก่อนหน้านี้
ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวของไทยอาจเห็นการฟื้นตัวแบบ V-shape อย่างที่เห็นในมัลดีฟและจีน ดังนั้น เราปรับคำแนะนำของเราขึ้นสู่ ซื้อ เพื่อสะท้อน แนวคิดการลงทุนในการฟื้นตัว นอกจากจะเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในภาคท่องเที่ยวแล้ว เราเชื่อว่า AOT ยังเป็นการลงทุนทางเลือกสำหรับการเติบโตอย่างรุนแรงของความต้องการและยอดขายของร้านค้าปลอดภาษีในจีน ซึ่งเราได้เห็นยอดขายร้านค้าปลอดภาษี Hainan มีการเติบโตในระดับเลขสามหลักตั้งแต่ ก.ค.63 จนถึง ม.ค. 64
TVO
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์บัวหลวง จำกัด การเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองในบราซิลมีความล่าช้าเนื่องจากการปลูกที่ล่าช้าและฝนที่ตกหนักในช่วงเก็บเกี่ยว ซึ่งเรามองว่าน่าจะส่งผลไปถึงช่วงกลางปี 64 ในด้านของอาร์เจนตินาเองได้รับผลกระทบจากสภาวะที่แห้งในช่วงการปลูก
โดยจากทั้งสองทั้ง 2 ประเด็นน่าจะส่งกระทบต่อผลผลิตของถั่วเหลืองในตลาดโลก ในด้านของสภาพอากาศในไตรมาส 4/64 มีการคาดการณ์ว่าจะยังคงมีอิทธิพลของสภาวะ La Niña ในมุมของพื้นฐานมองว่าราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกจะยังคงได้รับปัจจัยบวกในช่วงครึ่งแรกของปี 64 ต่อเนื่องไปครึ่งปีหลัง เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ TVO ราคาเป้าหมาย 40 บาท
TOA
บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ระบุว่าแม้จะเพิ่งเผชิญการระบาดระลอกสอง แต่ทางฝ่ายบริหารยังคาดยอดขายจะเติบโต 5% ในไทย และ 20% ในต่างประเทศ และคาดยอดขายจะปรับตัวดีขึ้นหลังมีการฉีดวัคซีนมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2H ราคาที่สูงขึ้นคาดจะช่วยเพิ่มยอดขาย ผลิตภัณฑ์ที่เติบโตดีคาดจะเป็นเคมีภัณฑ์สำหรับการก่อสร้าง ในขณะที่การเข้าถือสัดส่วน 52% ใน Pracha Enterprise Co และ Phawatri Intertrade Co ซึ่งดำเนินธุรกิจนำเข้า และจำหน่ายกระเบื้อง คาดจะมีผลเพียงเล็กน้อยต่อกำไรสุทธิในปีนี้ และในส่วนของเงินสดในมือตอนนี้เรามองว่า TOA ยังมีความสามารถในการเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติมได้แนะนำ “ซื้อ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมเดิมที่ 37.50 บาท

