REIC มองอสังหาฯไทยยังติดลบ หวังรัฐบาลชุดใหม่การกระตุ้น
ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ มองภาพรวมอสังหาริมทรัพย์ไทยปี 2566 ติดลบทุกภาคส่วน หลัง 6 เดือนแรกปี 66 ยังคงอยู่กับปัจจัยลบต่าง ๆ ในหลายด้าน ระบุรัฐบาลใหม่ ต้องออกมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความชัดเจนและตรงจุด
ดร.วิชัย วิรัตกพันธ์ ผู้ตรวจการธนาคารอาคารสงเคราะห์ และรักษาการผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ หรือ REIC เปิดเผยว่า คาดการณ์สถานการณ์อุปสงค์ที่อยู่อาศัยหรือยอดโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในปี 2566 จะอยู่ที่ 336,062 หน่วย แบ่งเป็นแนวราบที่ 251,635 หน่วยและห้องชุดที่ 84,427 หน่วย ซึ่งลดลง 14.5% เมื่อเทียบกับปี 2565 และคิดเป็นมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยทั้งสิ้น 977,593 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับปี 2565 ราว 8.2% แต่ในปี 2567 คาดการณ์ว่าจะมียอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 349,910 หน่วย เพิ่มขึ้น 4.1% คิดเป็นมูลค่าอยู่ที่ 1,022,730 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.6%
ขณะที่คาดการณ์ว่า ปี 2566 จะมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศ อยู่ที่ 642,165 ล้านบาท ลดลง 8% และในปี 2567 จะมีมูลค่าสินเชื่อที่อยู่อาศัยบุคคลปล่อยใหม่ทั่วประเทศอยู่ที่ 661,110 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
พร้อมกันนี้คาดการณ์ว่าในปี 2566 จะมีการออกใบอนุญาตจัดสรรทั่วประเทศอยู่ที่ 80,643 หน่วย ลดลง 12.1% และคาดการณ์ว่าจะมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 83,062 หน่วย ในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้น 3%
ส่วนการออกใบอนุญาตก่อสร้างที่อยู่อาศัยคาดการณ์ว่าในปี 2566 จะมีจำนวนพื้นที่การออกใบอนุญาตก่อสร้างทั่วประเทศประมาณ 34,099,701 ตารางเมตร ลดลง 12.6% โดยสามารถแยกเป็นพื้นที่การออกใบอนุญาตก่อสร้างแนวราบที่ 31,585,690 ตารางเมตร ลดลง 12.5% เป็นการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดที่ 2,514,012 ตารางเมตร ลดลง 14.3%
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยใน 6 เดือนแรกปี 66 ยังคงอยู่กับปัจจัยลบต่าง ๆ ในหลายด้าน ทั้งการฟื้นตัวของภาพรวมเศรษฐกิจที่ยังไม่เต็มที่ ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นที่เริ่มจะส่งผลทำให้ความสามารถในการซื้อที่อยู่อาศัยของประชาชนปรับตัวลงแล้ว ภาวะอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 90% ของ GDP ราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ปัจจัยลบเหล่านี้ได้ส่งผลต่อการปรับเปลี่ยนของอุปสงค์และอุปทานในตลาดที่อยู่อาศัยในช่วงครึ่งปีแรกปี66ที่ผ่านมา
โดยอุปสงค์มีการปรับตัวลดลงของหน่วยการโอนกรรมสิทธิ์และยอดขายใหม่ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ได้สะท้อนให้เห็นถึงกำลังซื้อที่อยู่อาศัยที่ยังไม่แข็งแรงเท่าที่ควรและยังต้องการมาตรการกระตุ้นที่สำคัญ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ ที่มีความชัดเจนและตรงจุด ทั้งนี้ ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจ
