PTT โดน บล. ธนชาต แนะนำ “ขาย” เหตุกำไร 2 ปีข้างหน้ายังซบเซา ชี้ธุรกิจใหม่ยังสร้างผลตอบแทนไม่มาก
PTT ความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่ผ่อนคลายลง เนื่องจากพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ แต่นักวิเคราะห์ยังแนะนำ ให้ขาย กำไรของ PTT จะยังคงซบเซาในช่วง 2 ปีข้างหน้า รวมทั้งความต้องการก๊าซมีแนวโน้มลดลง แถมธุรกิจใหม่ยังสร้างกำไรให้ไม่มาก
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ยังคงแนะนำ “ขาย” PTT แม้จะปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 31 บาท จาก 28 บาท เนื่องจากฝ่ายวิจัยได้รวมกำไรครึ่งแรกปีนี้ และปรับมาใช้ปีฐาน 67 โดยคิดว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบไม่ใช่ปัจจัยลบเพียงอย่างเดียวที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะแนวโน้มกำไรยังคงอ่อนตัวลงในปี 66-68
ทั้งนี้ราคาหุ้น PTT พุ่งขึ้น 20% จากจุดต่ำสุดล่าสุดในปีนี้ เนื่องจากตลาดเห็นความเสี่ยงด้านกฎระเบียบที่ผ่อนคลายลง เนื่องจากพรรคก้าวไกลไม่ได้เป็นรัฐบาลชุดใหม่ อย่างไรก็ตามคิดว่าความเสี่ยงด้านกฎระเบียบไม่ใช่ปัจจัยลบเพียงอย่างเดียว คาดว่ากำไรของ PTT จะยังคงซบเซาในช่วง 2 ปีข้างหน้า เนื่องจากคาดการณ์ราคาน้ำมันของฝ่ายวิจัย ซึ่งมองว่า PTT ไม่น่าสนใจที่ P/E ที่ 11 เท่า ในปี 67 จึงคงคำแนะนำ “ขาย” PTT แม้จะปรับเพิ่มราคาเป้าหมายเป็น 31 บาท จาก 28 บาท
อีกทั้งคิดว่ากำไรก๊าซของ PTT (38% ของกำไรปี 66) น่าจะถึงจุดสูงสุดในไตรมาส 2/66 เนื่องจากประโยชน์จากความต้องการก๊าซที่แข็งแกร่ง และต้นทุน pool gas ที่ลดลงจะลดลงในครึ่งหลังของปีนี้ ปริมาณขายก๊าซของ PTT เพิ่มขึ้นอย่างมาก 19% ในไตรมาส 2/66 เนื่องจากราคาก๊าซที่ลดลง ซึ่งทำให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้นสำหรับการผลิตไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม คาดว่าความต้องการก๊าซมีแนวโน้มลดลงในครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากความต้องการที่อ่อนแอตามฤดูกาล นอกจากนี้ยังคาดว่าอัตรากำไรจะมีแนวโน้มลดลงในไตรมาส 4/66 เนื่องจากต้นทุน pool gas น่าจะสะท้อนถึงราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และราคา spot LNG อาจได้รับแรงหนุนจากอุปสงค์ในฤดูหนาว ในระยะยาว คาดว่าความต้องการก๊าซในประเทศจะเติบโตตามแนวโน้มปกติเพียง 1% ต่อปี กำไรก๊าซน่าจะเติบโตเพียง 6% ต่อปี จากสมมติฐานต้นทุนก๊าซที่ลดลง
ขณะที่แนวโน้มการดำเนินงานของบริษัทย่อย โดยกำไรของ PTT ส่วนใหญ่มาจากบริษัทย่อยต้นน้ำอย่าง PTTEP (คิดเป็น 44% ของกำไรปี 66) ซึ่งคาดว่ากำไรจะลดลง เนื่องจากสมมติฐานราคาน้ำมันที่ลดลง ขณะที่โรงกลั่น (6% ของกำไรปี 66) น่าจะเห็นกำไรลดลง เนื่องจาก GRM น่าจะมีแนวโน้มลดลงในปี 67 เนื่องจากแรงกดดันด้านอุปทานที่มากขึ้น โอกาสในการฟื้นตัวเพียงอย่างเดียวในช่วง 2 ปีข้างหน้าคือบริษัทเคมีภัณฑ์ในเครือ (1% ของกำไรในปี 66) แต่คิดว่าไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การเติบโตของกำไรอย่างมากให้กับ PTT
ขณะเดียวกันธุรกิจใหม่ยังสร้างกำไรให้ไม่มาก โดยวิธีเดียวที่จะเห็นว่าอาจนำไปสู่การ re-rate มาจากธุรกิจใหม่ของ PTT บริษัทฯ มีความกระตือรือร้นอย่างมากในการสำรวจธุรกิจใหม่ๆ เนื่องจากการเติบโตที่จำกัดจากธุรกิจก๊าซเดิม และด้วยมีความก้าวหน้าที่ดีโดยเฉพาะธุรกิจยา กำไรจากธุรกิจใหม่สามารถสูงถึง 500 ล้านบาทในครึ่งแรกปีนี้ เพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านบาทในปี 65 อย่างไรก็ตาม ยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับกำไรรวมของ PTT ซึ่งคิดเป็นเพียง 1% ของกำไรครึ่งแรกของปีนี้
