โบรกฯชี้ปี 67 หุ้นไทยทะยาน 1,850 จุด รับรัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจเชิงรุก แนวโน้มกำไรบริษัทจดทะเบียนโต
นักวิเคราะห์มองปี 67 ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสทะยาน 1,800 – 1,850 จุด จาก 4 ตัวแปร ได้แก่ แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียน ประกอบกับมีกระแสเงินทุนต่างชาติไหลเข้า ภาพรวมทางการเมือง และ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของกำไร โดยแนะนำหุ้นเด่น ให้เลือกหุ้นที่มีแนวโน้มกำไรมากขึ้น
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ประเทศไทยเข้าสู่การมีรัฐบาลใหม่และมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการเป้าหมาย SET Index ในปี 67 โดยได้มีการพิจารณาจาก 4 ตัวแปรเพื่อกำหนดทิศทางของดัชนี ได้แก่ แนวโน้มกำไร กระแสเงินทุนต่างชาติ ภาพรวมทางการเมือง และ ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนของกำไร ทำให้คาด SET Index น่าจะอยู่ที่ 1,800 – 1,850 จุด ในปี 67
อย่างไรก็ตามยังมีความเสี่ยงด้านลบอยู่ คือ ความล้มเหลวในการดำเนินนโยบายการคลัง นโยบายอัตราดอกเบี้ยที่เข้มงวดเกินไป และ ความร้ายแรงของภาวะเศรษฐกิจถดถอยของสหรัฐฯ ส่วนความท้าทายระยะยาวสำหรับประเทศไทยคือ วินัยทางการคลังและการจัดการหนี้สาธารณะ
ทั้งนี้นักลงทุนกำลังมองไปที่ผลประกอบการปี 67 สิ่งเหล่านี้ได้รับแรงหนุนจากความคาดหวังของมาตรการทางการคลังเชิงรุกมากขึ้นจากรัฐบาลปัจจุบัน ซึ่งในตอนนี้มาตรการระยะสั้นส่วนใหญ่ คือ เพื่อสนับสนุนค่าครองชีพ และจะส่งผลกระทบอย่างจำกัดต่อตลาดทุนในช่วงที่เหลือของปีนี้
โดยมาตรการกระตุ้นที่ใหญ่กว่า เช่น กระเป๋าเงินดิจิทัล (digital wallet) จะเริ่มดำเนินการในต้นปีหน้า บ่งชี้ว่าปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางของ SET ในปีหน้า คือ อุปสงค์ในประเทศ
อีกทั้งประเมินว่านโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่คาดการณ์ไว้ (หากประสบความสำเร็จ) จะทำให้การบริโภคภายในประเทศปี 67 เพิ่มขึ้น 6%จากปีก่อน ซึ่งจะส่งผลต่อตัวแปรหลัก 2 ประการที่อาจกำหนดทิศทางของตลาด อย่าง 1.ประมาณการกำไรปีหน้า และ2.กระแสเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติในหุ้นไทย
ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศที่เป็นตัวเงิน (Nominal GDP) ของไทยในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า จะเป็นปัจจัยสำคัญในการคาดการณ์กำไร โดยการคาดการณ์ SET Index ปี 67 จะอิงกับประมาณการกำไรในปีถัดไป ซึ่งได้รับอิทธิพลจากการคาดการณ์ nominal GDP ปี 67 เติบโต 7%จากปีก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คาดว่ามาตรการของรัฐบาลจะมีประสิทธิภาพอย่างมาก
นอกจากนี้คาดว่ากำไรต่อหุ้นของตลาดปี 68 จะแตะระดับ 118 บาท และหากใช้ค่าตัวคูณการซื้อขายที่ระดับ (-1.0SD) – (-0.75SD) ดัชนี SET คาดว่าจะซื้อขายอยู่ที่ 1,800-1,850 จุด สมมติฐานของฝ่ายวิจัยยังคงค่อนข้างอนุรักษ์นิยม เนื่องจากคำนวนเป้าหมาย SET กับค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ต่ำกว่าระดับค่าเฉลี่ย เพื่อพิจารณาถึงความเสี่ยงด้านลบภาวะเศรษฐกิจถดถอยในสหรัฐ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่อาจสูงกว่าคาดในประเทศไทย
ขณะเดียวกันคาดกองทุนต่างประเทศจะกลับมาไทยอย่างมีสาระสำคัญเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ขอย้ำอีกครั้งว่าสมมติฐานของฝ่ายวิจัยอิงจากการเติบโตของการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในอดีตสำหรับปี 67 ทั้งนี้กระแสเงินทุนไหลเข้าจากต่างชาติมีการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับการบริโภคภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโต 6% ในปี 67 ซึ่งสูงกว่าแนวโน้มการเติบโตในระยะยาว 0.7-1%
สำหรับ Performance รายอุตสาหกรรมสมมติฐานหลักของฝ่ายวิจัย คือ แนวโน้มการเติบโตของการบริโภคในประเทศที่สูงกว่า ค่าเฉลี่ยจะส่งผลให้กำไรต่อหุ้นเติบโตแข็งแกร่งขึ้น โดยใช้ข้อมูลของดัชนีราคารายอุตสาหกรรมที่ปรับตัวสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของอัตรากำไร
โดยกลุ่มที่ปรับตัวได้ดีกับกำไรต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ กลุ่มยานยนต์, กลุ่มธนาคาร, อสังหาริมทรัพย์, การท่องเที่ยว และปิโตรเคมี แต่ทางด้านผลกระทบของการบริโภค ภาคเอกชนยังไม่ชัดเจนนัก
กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะปรับตัวได้ดีควบคู่กับการบริโภคที่ แข็งแกร่ง ได้แก่ กลุ่มโรงพยาบาล, การท่องเที่ยว ยานยนต์ และพลังงาน มองกว่า ส่วนหนึ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันเป็นผลที่ล่าช้าจากเศรษฐกิจ
ดังนั้นจึงแนะนำ ให้เน้นไปที่แนวโน้มกำไรให้มากขึ้น หุ้นเด่น ได้แก่ AMATA, AH, BCH, BH, GLOBAL, ROJNA, PTTEP, SPRC และ TOP
