“บมจ. ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์” หรือ ETL ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน เตรียมความพร้อมเข้าตลาดหุ้น ในไตรมาส 4/2566
บริษัท ยูโรเอเชีย โทเทิล โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ ETL เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโลจิสติกส์สัญชาติไทยที่ประกอบธุรกิจหลักได้แก่บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน หรือ Cross- Border Transportation Carrier อย่างครบวงจร โดย ETL มีฐานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ WICE ที่กำลังจะ Spin-off ออกมาเพื่อสร้างโอกาสในการเติบโตครั้งใหม่ โดย ETL มีแผนจะเข้าระดมทุนและจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในไตรมาส 4/2566 นี้
ความน่าสนใจของ ETL จะเป็นอย่างไร การประกอบธุรกิจเป็นแบบไหน และมีเส้นทางการให้บริการอะไรบ้าง Wealthy Thai จะพาไปหาคำตอบ
ETL ประกอบธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน (Cross-Border Transportation Carrier) ระหว่างประเทศไทยและประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฮ่องกง และจีน ที่มีการเชื่อมต่อพรมแดนทางถนนและรางรถไฟ
กลุ่มผู้บริหารของ ETL นั้นมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมนี้มามากกว่า 10 ปี ซึ่ง ETL มีความมุ่งมั่นที่จะเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดนไปประเทศต่าง ๆ ทั้งในแถบทวีปเอเชียและทวีปยุโรป ภายใต้การบูรณาการรูปแบบการขนส่งที่หลากหลาย เพื่อให้บริการขนส่งข้ามพรมแดนที่รวดเร็ว มีความยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการขยายตัวของภาคธุรกิจ
สำหรับเส้นทางการให้บริการของ ETL จะครอบคลุมพื้นที่ในการให้บริการขนส่งในประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย พม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม จีน และฮ่องกง โดยเรียกได้ว่า ETL มีเส้นทางการขนส่งที่ครอบคลุมเส้นทางระหว่างประเทศต่าง ๆ ทั้งในแถบภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน
นอกจากนี้ ETL ยังมีแผนที่จะขยายเส้นทางการให้บริการขนส่งไปประเทศอื่น ๆ ในทวีปเอเชียและยุโรป ด้วยการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบทั้งการขนส่งทางรถ และทางรถไฟ
สำหรับการให้บริการขนส่งสินค้าของ ETL นั้นจะแบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การขนส่งสินค้าแบบเต็มตู้ (Full Truck Load : FTL) และการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ (Less than Truck Load : LTL)
โดยการขนส่งสินค้าแบบเต็มตู้ ก็คือ การให้บริการขนส่งสินค้าแบบเต็มตู้คอนเทนเนอร์ หรือเหมาทั้งตู้คอนเทนเนอร์ โดยสินค้าภายในตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นของผู้ส่งหรือลูกค้าเพียงรายเดียว ซึ่ง ETL นั้น จะให้บริการแบบ Door- to- Door โดยจะนำรถบรรทุกพร้อมตู้คอนเทนเนอร์ไปรับสินค้าจากโรงงานหรือคลังสินค้าของผู้ส่งสินค้า (Shipper) และส่งไปโรงงานหรือคลังสินค้าของผู้รับสินค้า (Consignee)
ส่วนการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มตู้ คือการให้บริการขนส่งสินค้าที่สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์จะเป็นของลูกค้ามากกว่า 1 รายแบ่งใช้พื้นที่ร่วมกัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีปริมาณขนส่งไม่มากพอที่จะเช่าตู้คอนเทนเนอร์ทั้งตู้เพื่อบรรจุสินค้าเฉพาะของตนเอง โดยสินค้าจะถูกนำมาส่งยังศูนย์รวมสินค้า (Hub) และ ETL จะทำหน้าที่รวบรวมสินค้า คำนวณพื้นที่ในการจัดวางและจัดทำแผนงาน (Consolidation Plan) จากนั้นจึงขนส่งสินค้าไปส่งยังศูนย์รวมสินค้า (Hub) ปลายทางตามตารางเวลาการขนส่งที่กำหนด
ทั้งนี้ หากดูในส่วนผลประกอบการของ ETL จะพบว่า ในปี 2563 - 2565 มีรายได้จากการให้บริการเท่ากับ 939 ล้านบาท 1,856 ล้านบาท และ 1,477 ล้านบาท ทั้งนี้ สำหรับงวด 6 เดือน ปี 2565 และ 2566 ETL มีรายได้จากการให้บริการเท่ากับ 690 ล้านบาท และ 646 ล้านบาท ตามลำดับ โดยรายได้จากการให้บริการทั้งหมดของ ETL มาจากการให้บริการขนส่งสินค้าข้ามพรมแดน
สำหรับรายละเอียดของการเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ ETL จะเสนอขายหุ้นจำนวนไม่เกิน 171,865,440 หุ้น ซึ่งคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 27.72 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)
เป้าหมายของการใช้เงินระดมทุนในครั้งนี้ก็เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจเพิ่มเติม เช่น การลงทุนในระบบการบริหารจัดการการขนส่ง การลงทุนในตู้คอนเทนเนอร์ ทั้งตู้แบบควบคุมอุณหภูมิ (Reefer Container) และตู้แบบปกติ (Dry Container) ชำระคืนเจ้าหนี้ค่าซื้อกิจการและเงินกู้ยืม ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ และลงทุนในรถลากจูงและรถกึ่งพ่วงเพื่อเพิ่มความสามารถและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเที่ยวรถให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และสิ่งที่น่าสนใจคือ ETL มีเป้าหมายที่จะลงทุนในกลุ่มสินทรัพย์ที่มุ้งเน้นการสร้างรายได้ให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลทำให้อัตรากำไรสุทธิเติบโตได้ยิ่งขึ้น

