“เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป” หรือ SAFE เจ้าของธุรกิจเติมเต็มความฝันของผู้มีบุตรยาก กำลังเข้าซื้อขายในตลาดหุ้นวันที่ 2 พ.ย.นี้
ในวันที่ 2 พ.ย. 2566 “เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป” หรือ SAFE ผู้ให้บริการศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากที่ให้บริการครบวงจรตั้งแต่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาตลอดจนให้การรักษาแก่ผู้ที่มีบุตรยากและแช่แข็งไข่ กำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
โดย “เซฟ เฟอร์ทิลิตี้ กรุ๊ป” หรือ SAFE มีทีมแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านเพาะเลี้ยงตัวอ่อน, เทคโนโลยีและอุปกรณ์ที่ทันสมัย และผู้ดูแลลูกค้าส่วนบุคคล (personal assistant) ซึ่งมุ่งเน้นการให้บริการรักษาผู้มีบุตรยากด้วยอัตราความสำเร็จที่เป็นเลิศและความปลอดภัยของคนไข้
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ SAFE มีอัตราความสำเร็จในการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกช่วงอายุ โดยเพิ่มขึ้นจาก 47.5% เป็น 71.6% สำหรับในกรณีไม่ได้ตรวจพันธุกรรมตัวอ่อน อีกทั้งยังมีความสำเร็จในการตั้งครรภ์ที่เพิ่มขึ้นจากกรณีเพิ่มบริการตรวจพันธุกรรมตัวอ่อนจาก 63.5% เป็น 77.2%
ปัจจุบัน SAFE มีบริษัทย่อย จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัทเน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด (NGG) และบริษัทเซฟ เวล เนสจำกัด(SWC)
โดยบริษัทเน็ก เจนเนอร์เรชั่น จีโนมิค จำกัด (NGG) ประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการด้านห้องปฏิบัติการทางด้านพันธุ-ศาสตร์ โดยให้บริการด้านห้องปฏิบัติการครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย เช่น การตรวจคัดกรองโครโมโซม การตรวจคัดกรองดาวน์ซินโดรม การตรวจหาความผิดปกติของโครโมโซมในทารกจากเลือดแม่ รวมถึงการเจาะเลือดตรวจหาระดับฮอร์โมน
ขณะที่บริษัทเซฟ เวลเนส จำกัด (SWC) ประกอบธุรกิจเป็นผู้ให้บริการด้านผิวหนังและความงาม ภายใต้แบรนด์ “เดอะฟาวเทน เวลเนส เซ็นเตอร์”
สำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯของ SAFE เพื่อรองรับแผนการขยายการให้บริการรักษาภาวะมีบุตรยากและห้องปฏิบัติการด้านพันธุศาสตร์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้มีการคาดการณ์ว่าตลาดการบริการทางการแพทย์สำหรับผู้มีบุตรยากยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตที่ดีในช่วงระยะ 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากการฟื้นตัวของสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของไทยและต่างประเทศ
รวมถึงประเด็นที่ภาครัฐของประเทศไทยและในหลายๆประเทศมีนโยบายส่งเสริมการมีบุตรเนื่องจากจำนวนบุตรเกิดใหม่โดยรวมมีจำนวนลดลง
ดังนั้นจึงคาดการณ์ว่าตลาดรักษาผู้มีบุตรยากในปี 2570 จะมีมูลค่า 90 พันล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2575 มีมูลค่า 119 พันล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับประเทศไทยในปี 2570 คาดว่าจะมีมูลค่า 60,000 ล้านบาท

