วิเคราะห์อนาคต COM7 กับโอกาสที่ราคาหุ้นจะพุ่งสู่ 100 บาท ?
ความร้อนแรงไม่แพ้ COVID-19 ระลอกใหม่ ก็คงหนีไม่พ้น COM7 หรือ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าไอที ประเภทคอมพิวเตอร์แล็บท็อป คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ โทรศัพท์เคลื่อนที่ แท็บเล็ต และอุปกรณ์เสริมที่เกี่ยวข้อง ผ่านช่องทางการจำหน่ายหลัก รวมทั้งให้บริการศูนย์ซ่อมสินค้าแบรนด์ Apple.
ทั้งนี้ COM7 ได้เข้ามาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันแรก เมื่อปี 2558 ด้วยราคาไอพีโอเพียง 3.35 บาทต่อหุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) 0.25 บาทต่อหุ้น ซึ่งมีที่ปรึกษาทางการเงิน หุ้นไอพีโอ คือ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ทั้งนี้จากราคาไอพีโอดังกล่าว เมื่อเทียบกับราคาปิด ณ วันที่ 20 เม.ย. 64 ที่ระดับ 72.25 บาท เท่ากับว่าราคาหุ้นเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 2,056.71% จากราคาไอพีโอ
ขณะที่เมื่อเข้ามาตรวจสอบความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น ณ วันที่ 20 เม.ย. 64 ดังกล่าว เทียบกับราคาปิดสิ้นปี 2563 ที่อยู่ระดับ 39.00 บาท ปรับเพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 85.25% ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้นนั้น น่าจะสร้างแคปปิตอลเกน หรือกำไรจากการขายหุ้น ให้กับนักลงทุนหลายๆคนเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปสำรวจข้อมูลพื้นฐานของ COM7 ผ่านระบบ SETSMART พบว่า COM7 ถือเป็น 1 ใน 10 หุ้นของตลาดหุ้นไทย ที่มีกำไรสุทธิ และรายได้รวมเติบโต 5 ปีติดต่อกัน ซึ่งจากสถิติดังกล่าวสะท้อนถึงพื้นฐานที่น่าสนใจอย่างมากต่อหุ้น COM7 จึงเกิดการตั้งคำถามว่า ราคาหุ้นที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่นอยู่ในขณะนี้นั้น มีโอกาสวิ่งไปถึง 100 บาทได้หรือไม่ ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้นักลงทุนแล้ว
ทีมข่าว Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยังคุณ วิจิตร อารยะพิศิษฐ" ผู้อำนวยการอาวุโส นักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งได้บอกกับเราว่า ภายใน 2-3 ปีมีโอกาสเห็นราคาหุ้น COM7 ไปสู่ระดับ 100 บาท โดยมีใจความดังนี้
คุณ วิจิตร บอกว่า พื้นฐานในระยะสั้นอาจจะยังไม่เห็น แต่ต้องยอมรับว่าผลประกอบการของ COM7 มีการเติบโตมาโดยตลอด และการขยายเทรนด์ธุรกิจค่อนข้างเก่ง รวมทั้งการหาพันธมิตร หรือมองหาธุรกิจใหม่ๆยังมีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยระยะกลาง หากกำไรสามารถเดินหน้าทำไฮได้ต่อเนื่อง ซึ่งราคาหุ้นย่อมสัมพันธ์กับกำไร แน่นอนใช้เวลาอีกสักระยะ แนวโน้มของราคาหุ้น หรือเป้าหมายของนักวิเคราะห์อาจจะสามารถไปได้ต่อเนื่อง
ขณะที่ภาพระยะสั้นอาจจะเร็วไปบ้าง แม้ปัจจัยพื้นฐานกำไรจะเติบโตก็จริง แต่ต้องยอมรับว่าค่า P/E สูงไปบ้างแล้ว อย่างไรก็ตามเชื่อว่าราคาหุ้นน่าจะไปต่อได้ โดยคาดระยะกลางมีโอกาสไปถึง 100 บาท แต่ด้วย Fair value ปีนี้คงจะยังไม่ใช่ และปัจจุบันยังไม่มีนักวิเคราะห์ให้ Fair value ไปถึงระดับ 100 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ที่ให้สูงสุดเพียง 85 บาท
ทั้งนี้พื้นฐานของ COM7 ยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปี 2563 ที่ผ่านมากำไรสุทธิมีการเติบโตราว 22% ปี 2562 เติบโต 30% กว่าๆ ดังนั้นหากประเมินการเติบโตเฉลี่ยของ COM7 ปีละประมาณ 25% และหากปีนี้เติบโตอีก 25% กำไรน่าจะปิดที่ประมาณ 1.8 พันล้านบาท คิดเป็น EPS ราว 1.50 บาท Fair value น่าจะอยู่ราว 60 กว่าบาท และหากปี 2565 เติบโตในระดับดังกล่าว กำไรอาจจะมาอยู่ที่ 2.2 พันล้านบาท EPS ราว 1.8 บาท Fair value น่าจะอยู่ราว 80 บาท
ดังนั้นประเมินว่า หากกำไรมีอัตราการเติบโต 20-25%ต่อปี ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะเห็น Fair value ของ COM7 ไปสู่ระดับ 100 บาทได้ หากมีอัตราการเติบโตในระดับดังกล่าว EPS ก็ยังมีโอกาสเติบโตขึ้นไปอีก เมื่อคูณกับค่า P/E ที่คงที่เทรดกันปัจจุบัน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ซึ่งต้องยอมรับว่าคุณ สุระ คณิตทวีกุล ผู้บริหาร COM7 มีการต่อยอดธุรกิจได้ดี มีการร่วมมือกันพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง ขยายช่องทางได้ถือว่ามีระดับที่เก่งมาก หุ้นจึงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ต้องใช้เวลา
อัพกำไรปี 64-65 ขึ้นอีก
ขณะที่นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ขณะนี้แนะนำ ซื้อ และปรับราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 85.00 บาท จากเดิม 60.00 บาท โดยเป็นผลของการปรับกำไรปกติปี 64/65 ขึ้น, re-rate PER ขึ้น และ roll over ไปใช้ราคาเป้าหมายปี 65
เราประเมินว่าผลการดำเนินงานในปี 65 ของบริษัทมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในระดับสูงอย่างต่อเนื่องคิดเป็นปี 63-65 core EPS CAGR ที่ +29% จากความต้องการสินค้า IT โดยเฉพาะกลุ่ม work from home ที่จะยังอยู่ในระดับสูง ภายหลังที่มีการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่ตั้งแต่เดือน มี.ค.64 รวมทั้งโอกาส Synergy กับกิจการร่วมค้า NCAP ที่เราคาดว่า Synergy ที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งหลัง 64 ได้แก่ การผ่อนสินค้า ซึ่งปัจจุบันบริษัทมียอดขายผ่านการผ่อนชำระมากกว่า 25% หรือ ให้สาขาเป็นจุดรับชำระเงินของลูกหนี้ NCAP ซึ่งจะช่วยเพิ่ม brand recognition และโอกาสในการ cross-selling
ดังนั้น ปรับกำไรปกติปี 64 เพิ่มขึ้น 6% เป็น 1.89 พันล้านบาท (+31% YoY) และปี 65 เพิ่มขึ้น 11% เป็น 2.41 พันล้านบาท (+28% YoY) จากการปรับ 1.เพิ่มอัตราการขยายตัวของรายได้ขึ้นเป็นปีละ 20% จากปีก่อน จากเดิมเพิ่มขึ้น 16% และ15% จากปีก่อน เพื่อสะท้อนความต้องการสินค้า IT ที่เพิ่มขึ้นจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 รอบใหม่
โดยเฉพาะคสัสเตอร์ทองหล่อที่ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่เป็นกลุ่มวัยทำงาน ทำให้องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน จะลงทุนในสินค้า IT สำหรับ work from home เพิ่มขึ้น รวมทั้งได้รับผลบวกจากการเปิดตัวของสินค้าใหม่ของ Apple ตลอดทั้งปีและ 2. ปรับลด SG&A/sale ลงเป็น 7.9%/7.8% จากเดิม 8.1%/7.9%
ขณะที่คาดกำไรปกติงวดไตรมาส 1/64 จะขยายตัวสูงจากสินค้ากลุ่ม iPhone และ WFH เราประเมินกำไรปกติที่ 463 ล้านบาท (+61% YoY, -17% QoQ) โดยเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากรายได้ที่เพิ่มขึ้น 29% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หนุนโดย 1. ยอดขาย iPhone 12 ทีเลื่อนมาเปิดตัวในเดือน ต.ค. 63, 2.สาขาใหม่ที่เพิ่มขึ้นจำนวน 100 แห่งในไตรมาส 4/63 และไม่มี lock down เหมือนปี 63 และ
3.ประเภทสินค้า IoT ที่สูงขึ้น ภายหลังที่มีการขาย Xiaomi และความต้องการสินค้า work from home ที่อยู่ระดับสูงจากการแพร่ระบาด COVID-19 ในช่วงเดือน ม.ค. และต่อเนื่องในเดือน มี.ค. ในขณะที่ SG&A/sale ปรับตัวลงเป็น 7.5% (1Q20 = 9.9%) อย่างไรก็ตามกำไรปกติปรับตัวลงจากไตรมาส 4/63 จากรายได้ที่ลดลง 15% ตามปัจจัยฤดูกาล
นอกจากนี้ยัง ได้รับผลบวกจากงาน Apple event ในเดือน เม.ย. และ มิ.ย. เราประเมินว่ารายได้ไตรมาส 2/64 จะขยายตัว จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และต่อเนื่องไปยังไตรมาส 3/64 จากยอดขายสินค้าใหม่ และความต้องการสินค้า Apple ที่เพิ่มขึ้น เพื่อรองรับซอฟต์แวร์ใหม่ หนุนโดย 1.การประกาศจัดงาน Spring Loaded ของ Apple ในวันที่ 20 เม.ย. เวลาเที่ยงคืน ซึ่งมีการคาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัว iPad Pro (คาดว่าจะเป็นการอัพเกรดให้มีการแสดงผลแบบ Mini-LED และใช้ chipset A14X Bionic), iMac และ AirTags และ 2.งาน Worldwide Developers Conference (WWDC) ครั้งที่ 32 ในวันที่ 7-11 มิ.ย.64 ที่คาดการณ์ว่าจะมีการเปิดตัวซอฟต์แวร์ใหม่ เช่น iOS15 , iPadOS15 , macOS12 , tvOS15 และ watchOS 8
ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า รอแผนธุรกิจใหม่ โดยเราได้พาเข้าซื้อ COM7 ตามรายงาน IDEA Call เป็นตัวแรกของปี 64 และพบราคาหุ้นปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าตลาด-สะท้อนตามกำไรที่เราปรับขึ้นในคราวนั้น และแม้เราจะปรับกำไรขึ้นอีกครั้ง ด้วยการรวมสมมุติฐานอัพไซด์จากยอดขายที่คาดเติบโต 25% ในปีนี้ แต่ราคาปัจจุบัน ได้สะท้อน PE ที่เกิน 40 เท่าอิงจากกำไรใหม่ที่เราปรับขึ้น และด้วยตอนนี้ยังไม่มีแผนธุรกิจใหม่ๆ ที่จะขยายฐานรายได้ให้เติบโตไปได้มากกว่าที่เราประเมิน จึงปรับลดคำแนะนำลงเป็น ถือ (จากเดิมซื้อ) โดยที่ ราคาเป้าหมายของเราปรับขึ้นเป็น 67 บาท (อิง PE 40 เท่า Re-rate ขึ้นอิงกับกลุ่ม Consumer discretionary ที่เราเห็นการ Rerate valuation ขึ้น)

