Official Update :

ส่องพื้นฐาน 3 หุ้นไฟแนนซ์ เมื่อต้นทุนถึงจุดสูงสุด

หุ้นกลุ่มไฟแนนซ์หรือหากจะให้พูดแบบเฉพาะเจาะจงอย่างกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ ในช่วงที่ผ่านมาได้ถูกปัจจัยต่างๆกดดัน ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์การควบคุมจากภาครัฐ นโยบายอัตราดอกเบี้ย การแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือด จึงทำให้ราคาหุ้นสะท้อนจากมาในเชิงลบออกมาให้เหล่านักลงทุนได้เห็น


แต่แน่นอนว่าเมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งก็มักจะมีคำถามจากนักลงทุนเกิดขึ้นเสมอว่า ช่วงจังหวะและโอกาสใดที่จะเหมาะสมในการเข้าลงทุนในกลุ่มหุ้นดังกล่าว ซึ่งทาง Wealthy Thai ก็ได้ไปพบกับมุมมองการลงทุนที่น่าสนใจในกลุ่มไมโครไฟแนนซ์ จึงอยากขอหยิบยกมาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านในครั้งนี้


โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ก็ให้มุมมองไว้ว่า ROE ของกลุ่มหุ้นไมโครไฟแนนซ์จะถึงจุดต่ำสุดที่ 16% ในปี 2566 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 17% ในปี 2567 และ 18-19% ในปี 2568-2569 ด้วยการแข่งขันที่น้อยลง, การตั้งสำรองลดลงจากคุณภาพสินทรัพย์ที่ดีขึ้น, สินเชื่อเติบโตในระดับเลขสองหลักต่อเนื่อง และอัตราดอกเบี้ยที่เสถียรภาพมากขึ้นในปี 2567 และต้นทุนทางการเงินของกลุ่มจะถึงจุดสูงสุดในปี 2568


ดังนั้น เราจึงให้น้ำหนักลงทุน “OVERWEIGHT” กลุ่มและคงคำแนะนำ “ซื้อ” หุ้นทั้งสามตัว (TIDLOR, SAWAD และ MTC) ด้วยราคาหุ้นที่ถูกมาก สะท้อนจาก P/E และ P/BV ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 3 ปีย้อนหลัง และราคาหุ้นที่ปรับลง ตลาดความกังวลต่อต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นมากเกินไป


สำหรับคำแนะนำและพื้นฐานรายตัว เริ่มกันที่ TIDLOR มีมุมมองว่า NPL น่าจะผ่านจุดสูงสุดในไตรมาส 3/66 เนื่องจากการตั้งสำรองที่ลดลง การเติบโตของสินเชื่อที่ดี และยอดขายประกันภัยที่สูงขึ้น จึงคาดว่ากำไรในปีนี้เป็น 3.87 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อนหน้า


ดังนั้น จึงยังคงให้คำแนะนำ “ซื้อ”  ราคาเป้าหมายที่ 25 บาท  เนื่องจากราคาหุ้นขยับตัวล่าช้ากว่าราคาหุ้น MTC และ SAWAD เป็นอย่างมาก รวมถึง TIDLOR มีงบดุลที่แข็งแกร่งกว่าพร้อมกับรูปแบบการสร้างรายได้ที่หลากหลายมาก ทั้งนี้เราเชื่อว่าตลาดกังวลมากไปในเรื่องการขายหุ้นของผู้ถือหุ้น private equity แม้ว่าการขายจะไม่ได้บังคับ


ถัดมา SAWAD คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 5.01 พันล้านบาท เติบโต 11% จากปีก่อนหน้า ได้แรงหนุนจากไม่มีการตั้งสำรองพิเศษ 150 ล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับ AMC และธุรกิจในเวียดนาม, ส่วนแบ่งกำไรทั้งปีของ FM, การเติบโตของสินเชื่อ และผลขาดทุนที่ลดลงจากทรัพย์สินยึดคืนที่ SCAP เพื่อควบคุม NPLs


ทั้งนี้ ให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 57 บาท เนื่องจากตลาดมีความกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของ NPL การตั้งสำรองและต้นทุนทางการเงิน ขณะที่การเพิ่มขึ้นของ NPL และการตั้งสำรองเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่บริษัทกลับมาใช้กลยุทธ์การเติบโตเชิงรุก แต่เราไม่คาดว่าต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจะกัดกร่อนโอกาสของบริษัทในการเพิ่มกำไร


และสุดท้าย MTC คาดการณ์กำไรปี 2566 ที่ 4.90 พันล้านบาท ลดลง 3% จากปีก่อนหน้า เนื่องจากการรุกเข้าสู่สินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันที่เพิ่มขึ้นและมาตรฐานการพิจารณาสินเชื่อที่ผ่อนปรนเกินไป และแนวปฏิบัติในการปรับโครงสร้างในช่วงการระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ NPL เพิ่มขึ้นและตั้งสำรองเพิ่มขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/65


แต่อย่างไรก็ดี คาดว่า NPL จะมีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งปีหลังปี 67 และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นจะชะลอตัวลงหลังปี 2567 จึงมองว่า MTC จะหลุดพ้นจากยุคการเติบโตของกำไรที่ตํ่าในปี 2567 ดังนั้น จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 44 บาท


Most Viewed
Fun of Funds
“M-MIDSMALL-A” เฟ้นหุ้นไทย “ไซส์กลาง-เล็ก”... ตอบโจทย์ “ความมั่งคั่ง” ระยะยาว !!!
Updated 19 hours ago
Sustainability
“การปรับปรุงหลักเกณฑ์” ครั้งนี้… ช่วยเพิ่ม “ขีดความสามารถทางการแข่งขัน” ให้ภาคธุรกิจไทย !!!
Updated 12 hours ago
Wealth EZ
“บริหารเงินก้อน” ยามเกษียณอย่างไรดี?
Updated 11 hours from now
Fund Move
“หุ้นอินโดนีเซีย” (IDX) ปีนี้ดิ่งหนัก -40.18%!...หลัง “MSCI” ไม่ปลื้ม จ่อถอดออกจาก “ดัชนีหุ้นโลก” กด “กองหุ้นอินโดฯ” ติดลบเฉลี่ย -23.46%
Updated 1 day ago
News Highlight
GULF สานต่อภารกิจกองทุน 100 ลบ. ยืนหยัดเคียงข้างผู้เสียสละเพื่อชาติ เยี่ยมให้กำลังใจพร้อมมอบเงิน 2 ลบ. ช่วยเหลือทหารบาดเจ็บจากการปกป้องอธิปไตย
Updated 1 day ago
Follow Us