Official Update :

ย้อนไทม์ไลน์ JKN บริษัทสุดที่รัก “แอน-จักรพงษ์” ขยายธุรกิจเกินตัว จนเกิดปัญหา?

บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ภายใต้การนำของ แอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่ง หากย้อนเวลากลับไปนับตั้งแต่เข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ถือเป็นหนึ่งในบริษัทสุดฮอตเลยก็ว่าได้


ถ้านักลงทุนจำได้ ก่อนหน้านี้รายได้หลักๆ จะมาจากธุรกิจให้บริการ และจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ ไม่ว่าจะเป็น คอนเทนต์ซีรี่ย์ ละคร ภาพยนตร์ สารคดี ซึ่งคอนเทนต์ที่สร้างชื่อให้กับ JKN คงหนีไม่พ้น ซีรี่ย์ของอินเดีย ที่ตอนนั้นบอกเลยว่า ฮอตทั่วบ้านทั่วเมือง จนทำให้ JKN เข้าตานักลงทุน ต่างจับจองเป็นเจ้าของหุ้นให้เวลานั้น


แต่ดูเหมือน แอน-จักรพงษ์ จะไม่หยุดอยู่แค่นั้น เพราะในช่วงที่ผ่านมา ได้ประกาศขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง บนความฝันสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับนักลงทุน


การขยายธุรกิจของ แอน-จักรพงษ์ จะเป็นโอกาส หรือความเสี่ยง Wealthy Thai จะพานักลงทุนย้อนไทม์ไลน์การลงทุนต่างๆ ของ JKN กัน


เมื่อไม่นานมานี้ ถ้าพูดถึงดีลใหญ่ๆ ของ JKN นักลงทุนคงจำได้เรื่องของซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท ดีเอ็น บรอดคาสต์ จำกัด หรือ DN เพื่อเข้าบริหารช่อง New18 มูลค่าลงทุนกว่า 1,060 ล้านบาท จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนั้นว่า “คุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่เพราะ ช่อง New18 ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไร


แต่แอน-จักรพงษ์ ก็ออกมาบอกว่า การซื้อช่อง NEW18 มองว่าคุ้ม ถ้าไม่คุ้มไม่ลงทุน เพราะได้ทั้งใบอนุญาต อาคารสถานี อุปกรณ์ สตูดิโอทั้งหมด และแค่ค่าดำเนินการก่อสร้างที่เจ้าของเดิมลงทุนก็ราว 500 ล้านบาทแล้ว ที่สำคัญยังได้ tax shield หรือ ประโยชน์ที่ได้ทางภาษีราว 400 ล้านบาทอีกด้วย ดังนั้นเงินเข้าลงทุนทั้งหมด 1,060 ล้านบาท จึงมองว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และยังบอกอีกว่าจะเห็นจุดคุ้มทุนภายใน 4 ปี นับจากวันที่เข้าลงทุนอีกด้วย


แน่นอนว่า ในช่วงเวลานั้นของการประกาศซื้อช่อง New18 แอน-จักรพงษ์ มีเป้าหมายสูงสุด คือ ผลักดันให้ JKN18 ติดท็อป 10 ของช่องทีวีดิจิทัลในประเทศไทย เพื่อนำไปสู่สถานีโทรทัศน์ระดับชาติ 


อีกหนึ่งการลงทุนขนาดใหญ่เช่นกัน อย่าง การเข้าลงทุนใน “ธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาล หรือ Miss Universe Organization (MUO)” จาก Endeavor Group Holdings, Inc. ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น 100% ของบริษัท IMG Worldwide, LLC ที่เป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ Miss Universe มูลค่าลงทุนไม่เกิน 14 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 550 ล้านบาท ในตอนนั้นได้ออกมาเปิดเผยถึงแหล่งเงินทุนที่จะรองรับดีลดังกล่าวว่า มาจากการใช้เงินทุนหมุนเวียนในกิจการ


การลงทุนดังกล่าวเป็นข่าวดังไปทั่วโลก จนทำราคาหุ้นเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ทำให้มูลค่ามาร์เก็ตแคป JKN ทะยานขึ้นอย่างชัดเจนในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดย แอน-จักรพงษ์ บอกว่า การลงทุนครั้งนี้จะทำให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำในการค้าคอนเทนต์ระดับโลกอย่างแท้จริง


และยังบอกอีกว่า Miss Universe จะไม่ใช่แค่เวทีประกวดนางงาม แต่จะเข้ามาช่วยต่อยอดธุรกิจบริษัท พร้อมทั้งพัฒนาธุรกิจให้มีความมั่นคง เพราะ Miss Universe สามารถในการเข้าถึงผู้คนกว่า 165 ประเทศ หรือประมาณ 500 ล้านคนในแต่ละปี  พร้อมกับวางแผนเข้าระดมทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค The New York Stock Exchange (NYSE) ภายในปี 2025 ภายใต้ชื่อบริษัท JKN-Metaverse อีกด้วย


แต่เวลาผ่านไปไม่นาน JKN ก็ได้ประกาศข่าวใหญ่อีกครั้ง ด้วยแผนเพิ่มทุน RO จำนวน 1,019.91 ล้านหุ้น วงเงิน 3,059 ล้านบาท ในอัตรา 1 ต่อ 1 ราคาเสนอขาย 3 บาท ต่ำกว่ากระดาน


ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อใช้ชําระคืนหนี้เงินกู้ยืมของบริษัท เพื่อเป็นการลดภาระดอกเบี้ย ลดต้นทุนทางการเงินของบริษัท และคงอัตราส่วนทางการเงินของบริษัทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมและมีเสถียรภาพทางการเงิน (ภายหลังก็มาปรับแผนเพิ่มทุนใหม่ เป็น 589 ล้านหุ้น ขาย RO 2 ต่อ 1 ราคาเสนอขายหุ้นละ 3.00 บาท)


อย่างไรก็ตามในช่วงที่เพิ่มทุนเท่าตัว ยังพบว่า งบการเงินงวด 9 เดือนปี 2565 JKN มีหนี้สินระยะยาวส่วนที่ถึงกำหนดชำระภายในหนึ่งปีอยู่ที่ 2,168.66 เป็นหนี้สถาบันการเงิน 273.31 ล้านบาท และหนี้หุ้นกู้ 1,895.35 ล้านบาท


ขณะที่หนี้สินระยะยาว ส่วนที่ถึงกำหนดชำระเกินกว่าหนึ่งปีที่ 2,129.74 ล้านบาท เป็นสถาบันการเงิน 208.97 ล้านบาท และหุ้นกู้ 1,920.77 ล้านบาท ด้านสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 8,908.68 ล้านบาท และมีกำไรสะสมที่ 1,363.46 ล้านบาท ตามที่ Wealthy Thai เคยนำเสนอไปก่อนหน้า


แต่ JKN ออกมาบอกว่า เงินที่ได้จากการเพิ่มทุน RO ในครั้งนี้จำนวน 55% เพื่อปรับโครงสร้างทางการเงิน ซึ่งจะนำไปชำระหนี้เงินกู้ของบริษัท จะช่วยลดต้นทุนทางการเงินได้ถึงปีละ 100 ล้านบาท และส่งเสริมความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯ ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ประเด็นเพิ่มทุน ทำให้ราคาหุ้น JKN ปรับตัวลดลงอย่างร้อนแรง แต่ก่อนการเพิ่มทุน ยังพบสิ่งที่น่าสนใจในช่วงเวลานั้น เพราะ แอน-จักรพงษ์ ที่ถือเป็นแม่ทัพคนสำคัญของ JKN ได้มีการขายหุ้น JKN ออกมา โดยเหตุเกิดขึ้นภายหลังประกาศดีลเข้าถือครองธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาล หรือ Miss Universe Organization (MUO) ที่ประกาศในช่วงเดือนต.ค.2565 คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 309,804,936 บาท


สรุปให้เข้าใจง่ายๆ คือ หลังซื้อธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาล แอน-จักรพงษ์ กลับทยอยขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆที่บอกว่า ธุรกิจองค์กรนางงามจักรวาลจะทำ JKN ให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น แต่หลังจากนั้นก็ประกาศเพิ่มทุนอีกเท่าตัวนั้นเอง


มาถึงตรงนี้แล้ว กำลังจะเกิดประเด็นใหญ่ขึ้นอีกครั้ง หลังบริษัทประกาศงดจ่ายเงินปันผลสําหรับผลการดําเนินงานประจําปี 2565 ด้วยเหตุที่ว่า เพื่อสํารองเงินสดไว้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดําเนินธุรกิจและการขยายธุรกิจ


แต่ไม่นานก็สร้าง talk of the town ระดับประเทศ เพราะไม่สามารถหาเงินมาจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้ตามกำหนด ซึ่งจ่ายได้แค่ 156 ล้านบาทเท่านั้น จากยอดเต็ม 609 ล้านบาท โดย JKN ถือเป็นหนึ่งในบริษัทที่ออกหุ้นกู้จำนวนมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา


แม้ยืนยันจะหาเงินมาใช้หนี้หุ้นกู้ทั้งหมดก็ตาม และยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นการแค่ปรับวันชำระเงินต้นและดอกเบี้ยหุ้นกู้รุ่น JKN239A และขอโทษกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และยืนยันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นแค่ JKN239A ชุดเดียว ซึ่งจะไม่กระทบต่อหุ้นกู้รุ่นอื่นๆ แต่ก็ไม่วายที่กระทบความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน จนนักวิเคราะห์แนะ “เลี่ยงลงทุน” จนกว่าจะแก้ปัญหาผิดนัดชำระหนี้


จากนั้นมาก็มีข่าวลือเรื่องการขาย JKN18 ให้กับ Top News แต่ภายหลังออกมาระบุว่า ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัท ท็อปนิวส์ ดิจิทัล มีเดีย จํากัด (Top News) ในการร่วมผลิตรายการประเภทรายการข่าวสารและสาระระหว่าง JKNBL และ Top News เพื่อออกอากาศทางช่อง JKN18 เท่านั้น ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการหาเงินสดมาช่วยชำระหนี้นั่นเอง


เหมือนทุกอย่างจะดีขึ้น เมื่อผู้ถือหุ้นกู้ รุ่น JKN239A อนุมัติเลื่อนวันไถ่ถอน โดยไม่ถือเป็นเหตุผิดนัด แต่ในช่วงเวลานั้น นักวิเคราะห์ได้ออกมาประเมินว่าถือเป็นข่าวบวกที่บริษัทมีระยะเวลาในการหาเงินมาชำระคืนหุ้นกู้ อย่างไรก็ตามจะมีหุ้นกู้ที่จะต้องทยอยชำระในเวลาไล่เรี่ยกัน จึงยังมีความเสี่ยงที่อาจมีการผิดนัดชำระอีก


จนทำมาสู่วันนี้ JKN ได้ยื่นคําร้องขอฟื้นฟูกิจการ และเสนอผู้จัดทําแผนฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง หวังจะช่วยให้บริษัทแก้ไขปัญหาสภาพคล่องของบริษัทได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งสามารถประกอบธุรกิจต่อไปได้ในระหว่างที่อยู่ในกระบวนการฟื้นฟูกิจการนั่นเอง


ที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงดีลใหญ่ๆ ที่สร้าง talk of the town ให้กับวงการตลาดทุนเท่านั้น ไม่รวมดีลยิบย่อยที่ แอน-จักรพงษ์ ประกาศลงทุนมาอย่างต่อเนื่อง


แต่สุดท้ายแล้ว บทสรุปของ JKN จะเป็นอย่างไร เราก็คงต้องตามต่อกันอีกยาวไกลอย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจ ดีลที่ลงทุนไปหลายๆ บริษัทที่ผ่านมานั้น สร้างกำไร หรือ กระแสเงินสดไม่เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจหรือไม่ จนนำมาสู่บทสรุปในวันนี้?