อนาคตตลาดหุ้นไทยเป็นอย่างไร? ในวันที่กทม.ล็อคดาวน์รอบ 3
ภาพรวมของดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้ นักลงทุนคงจะประเมินกันว่าตลาดหุ้นไทยจะปรับตัวลงเพื่อรับแรงกระแทก จากการที่ กทม.ประกาศมาตรการ ปิดสถานที่ต่างๆ ที่มีความเสี่ยงว่าจะมีการระบาดของเชื้อโรคเพิ่มเติม รวมถึงข้อปฏิบัติต่างๆ สำหรับสถานที่ที่จะปิดเพิ่มเติม ซึ่งจะประกาศเป็นทางการอีกครั้ง เช่น โรงภาพยนตร์ โรงละคร สวนน้ำ สวนสนุก ทั้งในและนอกห้างสรรพสินค้า
รวมถึงลานสเก็ต โต๊ะสนุกเกอร์ โต๊ะบิลเลียด โบว์ลิ่ง ร้านเกมส์ ร้านอินเตอร์เน็ต สระว่ายน้ำ / ฟิตเนส / สถานที่จัดนิทรรศการ ศูนย์ประชุม ห้องสมุด/ สถานที่รับเลี้ยงเด็ก ยกเว้นในสถานพยาบาล / ผู้ดูแลผู้สูงอายุยกเว้นที่ค้างคืน สนามมวย โรงเรียนสอนมวย สถาบันสอนศิลปะการต่อสู้ สถานที่สักเจาะผิวหนัง สถาบันสอนลีลาศ / สนามม้า / ศูนย์พระเครื่อง พระบูชา / คลินิกเสริมความงาม ประกอบเวชกรรม สถานประกอบกิจการนวดแผนไทย นวดฝ่าเท้า
ขณะที่สถานที่จัดเลี้ยง หรือรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน ห้างสรรพสินค้า เปิดได้ตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. ร้านเสริมสวย ร้านตัดผม ให้ทำได้เฉพาะ สระ ตัด ซอย และจะต้องไม่นั่งรอในร้าน /สวนสาธารณะ / ร้านสะดวกซื้อ เปิดได้ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น. / สถานประกอบกิจกรรมทางศาสนา ปฏิบัติธรรม ซึ่งเริ่มทั้งหมด 26 เม.ย.เป็นต้นไป
อย่างไรก็ตาม ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเช้าวันนี้สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเปิดตลาดในช่วงต้นปรับตัวลดลงแค่เพียงเล็กน้อย และจากนั้นสามารถทยอยกลับไปยืนในแดนบวก สลับกับแดนลบ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อมียอดการติดเชื้อรายใหม่ทั่วประเทศลดลงจากเดิม แต่ก็ยังมีความกังวลต่อการล็อคดาวน์เพราะจะกระทบต่อเศรษฐกิจ และบริษัทจดทะเบียน โดยตลาดกำลังหาจุดพีคตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อสูงสุด แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยสถานการณ์แบบนี้อาจจะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่โหมด “เจ็บแต่จบ”
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มีมุมมองว่า ตลาดหุ้นไทยได้สะท้อนปัจจัยลบไปพอสมควรแล้ว และในช่วง 1สัปดาห์ต่อจากนี้ จะเป็นระยะเวลาตัวเลขการติดเชื้อขึ้นสู่จุดสูงสุด ซึ่งมีโอกาสที่จะแตะระดับ 3,000-3,500 คนต่อวัน และจากนั้นจะเริ่มชะลอตัวลง ดังนั้นจึงมองว่าในช่วงที่ตลาดหุ้นเป็นขาลงแบบนี้เป็นจุดทยอยซื้อในระดับ 1,540 จุด
กลุ่มที่น่าจะเข้าไปทยอยลงทุนได้แก่กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการผลิต ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากผลกระทบภายในประเทศ เช่นกลุ่มส่งออกอาหาร กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งยอดคำสั่งซื้อจะสะท้อนมายังผลประกอบการ ทั้งนี้ประเมินกรอบดัชนีไว้ที่ 1,540 และแนวต้าน 1,560 จุด
ขณะที่นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน- กลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นว่า ในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ควรจะต้องติดตามตัวเลขผู้ติดเชื้อรอบใหม่ว่าจะเป็นอย่างไร หากในช่วงสัปดาห์นี้เป็นจุดพีคแล้ว ตลาดหุ้นก็จะเข้าสู่ช่วงของการปรับฐาน โดยแนะนำหุ้นรายตัวกลุ่มที่ได้รับปัจจัยบวกจากสถานการณ์เศรษฐกิจของต่างประเทศ เช่นกลุ่มพลังงาน กลุ่มปิโตรเคมี และน้ำตาล ประเมินแนวรับดัชนีตลาดหุ้นไทยไว้ที่ 1,540 จุดและประเมินแนวต้าน 1,575 จุด
