Official Update :

รีวิวกำไรกลุ่มปิโตรเคมี ไตรมาส 1 ใครเจ๋งกว่ากัน

เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลของการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 1/64 กันแล้ว โดยในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเม.ย. ของทุกๆปีจะเป็นรอบของการประกาศผลงานที่บริษัทจดทะเบียนได้ทำไว้ในช่วงโค้งแรกของปี ซึ่งบริษัทจดทะเบียนในหมวดธุรกิจธนาคารพาณิชย์จะเป็นกลุ่มแรกๆที่ทยอยประกาศงบ โดยถ้าผลประกอบการออกมาในทิศทางที่ดี ก็สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะเศรษฐกิจที่กำลังจะเติบโตและอยู่ในทางที่ดี


อย่างไรก็ตามไม่เพียงแค่นั้นจะเสมือนช่วยเป็นการผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทยให้ทะยานเพิ่มขึ้นตอบรับผลงานของกลุ่มธนาคารและแนวโน้มเศรษฐกิจที่กำลังสดใส ขณะเดียวกันนอกเหนือจากหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์แล้วที่จะมีผลประกอบการที่ดี แต่ยังมีหุ้นในกลุ่มพลังงานโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่นักวิเคราะห์หลายค่ายมองว่าผลประกอบการไตรมาส 1/64 จะออกมาในทางที่เติบโตกว่าปีก่อน และจะเติบโตกว่าไตรมาส4/63 ที่ผ่านมาซะอีก


สำหรับผลงานในไตรมาส1/64 ของกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีจะเป็นอย่างไร และเหตุผลของการที่ทำให้เติบโต รวมถึงมีหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีตัวไหนบ้างที่ผลงานจะดี อีกทั้งแนวโน้มผลงานในช่วงที่เหลอของปีจะเป็นอย่างไร พร้อมกับกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้จะมีอนาคตให้น่าลงทุนมากน้อยแค่ไหน เราจะมาร่วมหาคำตอบไปพร้อมกันผ่านมุมมองนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนัก



IRPC

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เป็นหนึ่งในบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขนาดใหญ่ของไทย และเป็นหุ้นที่กำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ปลอดภัยจากโควิดเพราะมียอดขายในต่างประเทศควบคู่ไปด้วย โดยบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินว่า กำไรสุทธิของจะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 4.7 พันล้านบาท ฟื้นตัวขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 8.9 พันล้านบาทในและเพิ่มขึ้น195% จากไตรมาส 4/64 เพราะมีกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมากเป็น 5 พันล้านบาท จากที่ในไตรมาส1/63 ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 7.1 พันล้านบาท และจากที่มีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 1.6 พันล้านบาทในไตรมาส4/64 หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบพุ่งขึ้นมาจาก 50 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ในเดือน เป็น 64 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


นอกจากนี้ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (spread) ของผลิตภัณฑ์ PP และ ABS เพิ่มขึ้น 10% จากไตรมาสก่อน เป็น 808เหรียญสหรัฐต่อตัน และ 9% จากไตรมาสก่อน เป็น 1,770 เหรียญสหรัฐต่อตัน ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นระดับที่ดีมากเพราะได้อานิสงส์จากอุปทานที่ตึงตัว จากสภาพอากาศหนาวจัดในรัฐ Texas ของสหรัฐเมื่อกลางเดือนก.พ. รวมถึงอุปสงค์ที่แข็งแกร่งจากกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ภายในบ้านใน ขณะเดียวกันคาดว่า base GRM ของจะทรงตัว อยู่ที่ 2 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


ขณะเดียวกันเชื่อว่า spread ของ PP และ ABS จะแข็งแกร่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน และจะช่วยหนุนกำไรต่อเนื่องไปในช่วงไตรมาส 2/64 โดย Spread ของ PP ในช่วงครึ่งแรกของเดือนเมษายนยังอยู่ในระดับสูงมากที่ 897เหรียญสหรัฐต่อตัน เนื่องจากอัตราการกลั่นของโรงกลั่นทั่วโลกลดลง และ อุปสงค์บรรจุภัณฑ์ของหลอดฉีดยาและเครื่องมือทางการแพทย์เพิ่มขึ้นส่วนของ spread ของ ABS ในเดือนเมษายนจะอยู่ในระดับที่ดีมากในช่วง 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐต่อตันจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งของกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ภายในบ้านตามเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัวขึ้น


ดังนั้นยังคงคำแนะนำซื้อ IRPC และประเมินราคาเป้าหมายปี 2565 ที่ 4.60 บาท อิงจาก EV/EBITDA ที่ 8.0x เราเชื่อว่าราคาหุ้น IRPC จะถูกขับเคลื่อนโดย i) ผลประกอบการรายไตรมาสที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ใน 1Q21 และ ii) แนวโน้ม spread ของ PP และ ABS ที่แข็งแกร่งต่อเนื่องในเดือนเมษายน



PTTGC

ทางฝั่งของ PTTGC ในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ระดับเวิลคลาสในด้านของปิโตรเคมีแล้วนั้น ภาพรวมผลงานในปีนี้ถือว่าจะสามารถกลับมายืนได้ในระดับติดลมบนเพราะสายธุรกิจปิโตรเคมีหลักๆกลับมาฟื้นตัวขึ้น ซึ่งบริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ไว้ที่ 9.1 พันล้านบาท ซึ่งเติบโตแข็งแกร่ง ดีขึ้นจากขาดทุนสุทธิ 8.8 พันล้านบาท เมื่อปีก่อนเพราะสเปรดปิโตรเคมีดีขึ้นและมีกำไรจากสต็อกช่วยหนุนสำหรับประเด็นการทำ Delisting tender หุ้น VNT ที่ราคาหุ้นละ 39 บาทเป็นบวกในระยะยาว โดยจะช่วยหนุนและสร้างมูลค่าเพิ่มห่วงโซ่ธุรกิจเอทธีลีน คาดว่าดีลจะแล้วเสร็จในปลายปี 64 คงคำแนะนำซื้อ PTTGC ให้ราคาพื้นฐาน 72 บาท ซึ่งอิงกับ P/BV ปีนี้ที่ 1.1 เท่า (ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปี) คาดการณ์อัตราผลตอบแทนเงินปันผลปี 64 ไว้ที่ 4.4%


ขณะนี้นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นเสริมว่า คาดกำไรไตรมาส 1/64 ของ PTTGC จะอยู่ที่ 9.9พันล้านบาท ได้แรงหนุนจากธุรกิจโอเลฟินและอะโรเมติก รวมถึงกำไรสต๊อก ขณะที่ราคา PE ยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในไตรมาส 2/64  เนื่องจากความต้องการที่แข็งแกร่งและผลกระทบในฝั่งซัพพลาย คงคำแนะนำ ซื้อ เป้าหมาย 80บาทต่อหุ้น การทำ tender offer หุ้น VNT จะเพิ่มกำไร 400-500 ล้านบาท หรือ 2% ต่อปี



IVL

บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เป็นอีกหนึ่งเจ้าพ่อสายธุรกิจปิโตรเคมีขั้นกลางและขั้นปลายระดับโลก ที่มีโรงงานตั้งขยายอาณาจักรไปทั่วโลก และเป็นนักซื้อกิจการต่อยอดธุรกิจได้เป็นอย่างดี ผลงานไตรมาส1/64 จะเป็นอย่างไรคงจะต้องไปรับข้อมูลกับ นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี จำกัด (มหาชน) โดยนักวิเคราะห์มองว่า IVL จะมีกำไรในงวดไตรมาส 1/64 ที่ระดับ 4.5-5 พันล้านบาท เนื่องจากอากาศหนาวในเท็กซัส ทำให้ IVL หยุดการดำเนินงาน IOD 3 สัปดาห์ และส่งผลขาดทุน EBITDA ประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ในไตรมาส 1/64 แต่ถูกชดเชยโดยอัตรากำไร และปริมาณขายที่สูงขึ้น ขณะที่ส่วนต่าง PET ในเอเชียเพิ่มขึ้นสู่ 275 เหรียญสหรัฐต่อตัน ในมี.ค. จากเดิมในปลายปี 63 อยู่ที่เพียง183 เหรียญสหรัฐต่อตัน


แนวโน้มไตรมาส 2/64 จะโตต่อเนื่องจากผลของฤดูกาลของ PET และปริมาณการผลิต IOD ที่สูงขึ้น และจากการกระจายวัคซีนในวงกว้าง ผู้คนจะเริ่มเดินทางและหนุนความต้องการส่วนผสมน้ำมันเบนซิน MTBE แม้ว่าจะมีการฟื้นตัว ส่วนต่าง MTBE ยังคงอยู่ระดับต่ำกว่าก่อน covid ที่ระดับ358 เหรียญสหรัฐต่อตัน โดยทุกๆการเพิ่มขึ้น 100เหรียญสหรัฐต่อตัน ของส่วนต่าง MTBE จะเพิ่มกำไรของ IVL จำนวน 2,000 ล้านบาท ต่อปี ด้านMEG และ ethylene คิดเป็น 7% ของกำลังการผลิต IVL ซึ่งจะหนุนกำไรเนื่องจากราคาขายอ้างอิงราคาน้ำมัน โดย IVL ไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงใหญ่ในไตรมาส 2/21 ทำให้แนวโน้มกำไรฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน คงคำแนะนำ ซื้อ ปรับราคาเป้าหมาย DCF ขึ้นสู่ 60 บาทต่อหุ้น (จาก 45 บาท)



SCC

อย่างที่รู้ๆกันว่า SCC ไม่ได้มีแค่วัสดุก่อสร้างปูนซีเมนต์เพียงอย่างเดียวกัน เพราะยังมีธุรกิจปิโตรเคมีที่เป็นตัวช่วยขับเคลื่อนธุรกิจผลกำไรต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่ง SCC มีโรงงานปิโตรเคมีทั้งในไทยและอินโดนีเซีย รวมถึงกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ที่ประเทศเวียดนาม


โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้เหตุผลการเติบโตของกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/64 ว่า จะทำได้ 1.1หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 64% จากปีก่อนจากธุรกิจปิโตรเคมี รวมทั้งได้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของราคาปิโตรเคมี - วัตถุดิบตามราคาน้ำมันดิบ ทำให้คาดว่าจะมีกำไรสินค้าคงคลัง 1.3 พันล้านบาท หากนับเฉพาะผลการดำเนินงานหลักคาดทำได้ 1 หมื่นล้านบาท


ทั้งนี้ธุรกิจปิโตรเคมีคาดขยายตัวจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากทั้งอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง และการผลิตที่กลับมาเป็นปกติ หลังผ่านการปิดซ่อมบำรุงโรงงานไปแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ประโยชน์จากส่วนต่างราคาปิโตรเคมีที่ปรับตัวขึ้นอย่างมากจากความต้องการใช้ที่ฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจ โดยผลิตภัณฑ์หลักอย่าง HDPE – Naphtha เฉลี่ยที่ 588 เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น 47% จากปีก่อน และPP – Naphtha เฉลี่ยที่ 808เหรียญสหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้น48%  


ขณะที่ด้านของธุรกิจปูนซีเมนต์ และวัสดุก่อสร้างคาดลดลงจากปีก่อนแต่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส4/63 จากฐานต่ำในไตรมาสก่อนเพราะมีเหตุการณ์น้ำท่วม, ยอดขายที่ดีขึ้นจากปัจจัยด้านฤดูกาล, และอัตรากำไรที่ทรงตัวเพราะมาตรการควบคุมต้นทุนการผลิต สำหรับธุรกิจบรรจุภัณฑ์คาดลดลงเช่นเดียวกัน แต่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าเพราะอุปสงค์ที่แข็งแกร่ง, การรับรู้รายได้ของการเข้าซื้อกิจการ, และการเพิ่มขึ้นของราคาขายทำให้ชดเชยต้นทุนค่าขนส่งที่ปรับตัวขึ้นได้


ดังนั้นหากกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 เป็นไปตามคาด จะคิดเป็น 31% ของคาดการณ์ทั้งปี คงประมาณการปี 2564 ที่ 3.7 หมื่นล้านบาท เติบโต 9% จากปีก่อน คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 440 บาท จากValuation ของหุ้นที่ยังไม่แพง ปัจจุบันซื้อขายบน PBV 1.4 เท่า นับว่ามีส่วนลดจากค่าเฉลี่ยในอดีต 10 ปีเกือบ -2.0SD ต่ำสุดเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มปิโตรเคมี (PTTGC IRPC IVL) ที่ซื้อขายช่วง -1.0SD ถึง เท่ากับค่าเฉลี่ย



TOP

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ไม่ได้เป็นเพียงแค่โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของประเทศเท่านั้นแต่ TOP ยังมีธุรกิจปิโตรเคมีในสายธุรกิจผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ โดยผลประกอบการไตรมาส 1/64 พลิกกลับมาเป็นวกเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสาเหตุมาจากไหน นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด หาคำตอบมาให้ดูกันแล้วว่าเป็นอย่างไร


โดย นักวิเคราะห์หยวนต้า มองว่า ไตรมาส 1/64 TOP จะมีกำไรสุทธิ 2.8 พันล้านบาท พลิกจากขาดทุนเมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งได้หนุนจากกำไรสต็อกน้ำมัน และอัตรากำไรธุรกิจอะโรมาติกส์ – น้ำมันหล่อลื่น อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการธุรกิจโรงกลั่นยังไม่ฟื้นตัวมากนัก เพราะถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่กำไรสต็อกน้ำมันบางส่วนจะถูกชดเชยด้วยขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน


ทั้งนี้หากเป็นไปตามคาด กำไรสุทธิไตรมาส 1 จะคิดเป็น 65% ของทั้งปี ราคาปัจจุบันหุ้นมี Upside gain เปิดกว้าง และมี Valuation อยู่ในระดับที่มี Downside จำกัด อย่างไรก็ตาม เราคงคำแนะนำเพียง TRADING ราคาเป้าหมาย 69 บาท รอบสั้นตามงบไตรมาส 1/64 ไปก่อน เพราะกำไรไตรมาส 2/64  มีโอกาสลดลงจากฐานสูง ขณะที่ค่าการกลั่นช่วงครึ่งปีแรก 64 ยังฟื้นตัวได้ไม่มากนัก และหุ้นมี Overhang จากความไม่ชัดเจนรายละเอียดการลงทุนโครงการ Beyond CFP



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่