เปิดโผ 16 หุ้นไซส์กลาง-ใหญ่ จ่อรับ Thailand ESG Fund หอบเงินลงทุน โบรกฯ คาดหนุน SET แถมช่วยจำกัดดาวน์ไซด์
นักวิเคราะห์ มองกระทรวงการคลัง ออกกองประหยัดภาษีรูปแบบใหม่ TESG เป็นบวกต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยมากกว่า SSF ชี้หากดึงเม็ดเงินได้ปีละ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี ได้ตามเป้า จะช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ในตลาดทุนช่วง ธ.ค. พร้อมมองหุ้นมาร์เก็ตแคปสูงติด 40 อันดับ จะเป็นเป้าหมายลงทุนแรกของกองทุน และลุ้นหุ้นกลางเล็กที่มี Ratings ESG สูง อาจเข้าตาด้วยเช่นกัน
โดยบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า จากกรณีที่กระทรวงการคลังและสภาธุรกิจตลาดทุนไทยได้ข้อสรุปตั้ง Thailand ESG Fund ที่ประชุมระหว่างกระทรวงการคลังและสภาธุรกิจตลาดทุนไทย จึงได้ข้อสรุปในการออกกองทุนประหยัดภาษีรูปแบบใหม่ที่คล้ายคลึงกับ LTF โดยให้ลงทุนในตราสารทุนและตราสารหนี้ของบริษัทที่มี ESG ชื่อว่า Thailand ESG Fund (TESG) เพื่อวัตถุประสงค์ของการออมระยะยาวซึ่งสรุปรายละเอียดเบื้องต้นได้ดังนี้
1.ลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ไทยที่มี ESG ซึ่งหุ้นไทยจะอิง SET ESG Ratings เป็นหลักแต่ยังไม่ระบุสัดส่วนการถือหุ้นและตราสารหนี้ขั้นต่ำที่กองทุนต้องลงทุน
2.นำเงินลงทุนในกองทุนฯมาลดหย่อนภาษีได้ 100,000 บาท (เพิ่มเติมจากส่วนที่ให้ลดหย่อนจากการออมระยะยาว 500,000 บาท รวมเป็น 600,0000 บาท)
3.ระยะเวลาการถือครองกองทุน8ปีเต็ม (หรือ 10 ปีปฏิทิน)
4.คาดบลจ.เริ่มเปิดขายต้นเดือนธ.ค.เพื่อให้ใช้สิทธิลดหย่อนทันปีภาษี2566
5.FETCO คาดหวังเงินลงทุนในตลาดหุ้นปีแรก 10,000 ล้านบาท เพราะมีเวลาในการประชาสัมพันธ์และเปิดขายไม่มากขณะที่กระทรวงการคลังคาดว่าจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บภาษีใกล้เคียงกับ LTF ที่ราว 10,000 ล้านบาทต่อปี
6.กระทรวงการคลังจะนำเสนอครม.อนุมัติวันที่ 21 พ.ย.
โดยหากเทียบระหว่าง TESG กับ LTF มีความคล้ายกันตรงที่ให้ลงทุนระยะยาวในหุ้นไทย ซึ่งหุ้นใน SET ESG Index ที่ Rating สูง ส่วนใหญ่เป็นหุ้นใน SET 50 Index ที่กองทุน LTF มักใช้อ้างอิง แต่ที่แย่กว่า LTF คือ 1.สัดส่วนการลงทุนในหุ้นอาจไม่กำหนดไว้สูงที่ 65 เหมือน LTF และสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ยังไม่ชัดเจน (รอประกาศหลักเกณฑ์)
2.ระยะเวลาการถือครองนานกว่า 3 ประหยัดภาษีได้น้อยกว่า LTF ให้ซื้อกองทุนได้ 15% ของเงินได้พึงประเมิน แต่ไม่เกิน 500,000 บาท ส่วนเมื่อเทียบกับ SSF จะดีกว่าในด้านระยะเวลาการถือครองที่สั้นลงเหลือ 8 ปีเต็ม เทียบกับ SSF ที่ 10 ปีเต็ม แต่ที่แย่กว่า คือ 1.วงเงินลดหย่อนภาษีต่ำกว่า SSF ที่ 200,000 บาท 2. มีทางเลือกการลงทุนในตราสารที่น้อยกว่า
ขณะที่ถ้าพิจารณาในแง่ผลกระทบต่อ SET INDEX ประเมินว่า TESG เป็นบวกโดยตรงมากกว่า SSF ซึ่งคาดว่าเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย ที่ผ่าน SSF ในแต่ละปีจะไม่เกิน 5,000 ล้านบาท หรือ 25% ของเงินลงทุน LTF ซึ่งเฉลี่ยต่อปีราว 20,000 ล้านบาท
โดยถ้า TESG สามารถดึงเงินลงทุนได้ปีละ 10,000 ล้านบาท ตามที่ FETCO คาดจะคิดเป็นสัดส่วน 50% ของเงินลงทุนใน LTF ซึ่งเราคาดว่าเพียงพอที่จะช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ให้กับตลาดหุ้นไทยในเดือน ธ.ค. ของแต่ละปีเหมือนช่วงที่มี LTF ได้
ทั้งนี้ คาดว่า TESG จะเลือกลงทุนในหุ้นที่ได้ Rating AAA และ AA (ได้คะแนน ESG จากการประเมินตามเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ที่ 80 คะแนนขึ้นไป) ใน SET ESG Index ซึ่งคาดว่าจะถูกใช้เป็น Benchmark หลักของกองทุนประเภทนี้โดยมีอยู่ทั้งสิ้น 104 บริษัท จาก 193 บริษัทที่อยู่ใน SET ESG Ratings
โดยถ้าอิงหุ้นที่มีมาร์เก็ตแคปสูงติด 40 อันดับ ซึ่งคิดเป็น 80% ของมาร์เก็ตแคปใน SET ESG Index ประเมินว่าจะเป็นเป้าหมายแรกในการเข้าซื้อของกองทุนฯจะมีหุ้นที่น่าสนใจทั้งในเชิงของมูลค่าและการเติบโตของผลประกอบการในปีหน้า คือ ADVANC, CPALL, KBANK, KTB,CPAXT, CRC, PTTGC, CPF, SCGP, SCGP
นอกจากนี้ คาดว่าหุ้นขนาดกลางเล็กที่มี Ratings สูง ก็มีโอกาสได้รับความน่าสนใจจาก Active Fund ด้าน ESG ที่จะเกิดขึ้นตามมาเช่นกัน เช่น GUNKUL, SJWD, TTW, THCOM, WHAUP และ WHAUP เป็นต้น
