SCGP ไตรมาส 1/64 โชว์กำไร 2.1 พันล้านบาท มั่นใจปีนี้ยอดขายตามเป้า 1 แสนลบ.
SCGP หรือ บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) ประกาศกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ที่ 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามภาวะเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวหนุนให้ความต้องใช้บรรจุภัณฑ์สูงขึ้น พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจตามแผน มั่นใจปี 2564 รายได้รวมยังเติบโตกว่า 100,000 ลบ.
นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ไตรมาส 1/64 บริษัทมีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 27,253 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสำหรับงวดเท่ากับ 2,135 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 5,267 ล้านบาท ถือว่าอยู่ในระดับที่แข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นมาจากการเติบโตของความต้องการซื้อสินค้าของผู้บริโภคในอาเซียน ราคากระดาษ บรรจุภัณฑ์ในภูมิภาคปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ SCGP มีการวางโมเดลธุรกิจมุ่งขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำ (Downstream) ในภูมิภาคอาเซียนให้เติบโตยิ่งขึ้น การกระจายฐานลูกค้าในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีความเกี่ยวข้องกับไลฟ์สไตล์ อาทิ กลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม สินค้าเพื่อสุขอนามัย ฯลฯ ที่ยังมีการเติบโตได้ดี เนื่องจากเป็นสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน โดยบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีสัดส่วนประมาณ 70% ของรายได้จากสายธุรกิจบรรจุภัณฑ์แบบครบวงจรจากการขายในไตรมาสแรกที่ผ่านมา ส่วนบรรจุภัณฑ์สำหรับอีคอมเมิร์ซยังมีการเติบโตได้ดีในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และได้รับผลเชิงบวกในช่วงที่มีสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19
สำหรับงบลงทุนในปีนี้ที่ตั้งไว้ 20,000 ล้านบาท บริษัทใช้ในการขยายกำลังการผลิตและควบรวมกิจการ (Merger & Partnership หรือ M&P) และการขยายกำลังการผลิตประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อขยายฐานลูกค้า รวมถึงรองรับความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่มีการเติบโต และอีกประมาณ 5,000 ล้านบาทเป็นงบประมาณรายจ่ายลงทุนประจำปีที่ใช้ในการซ่อมบำรุง โครงการปรับปรุงประสิทธิภาพ โครงการวิจัยพัฒนาสินค้า และโครงการพัฒนาด้านความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการขยายธุรกิจเพื่อสร้างการเติบโตอีกหลายโครงการ ประกอบด้วย การขยายกำลังการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในฟิลิปปินส์อีก 220,000 ตันต่อปี และการขยายกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์พอลิเมอร์แบบอ่อนตัวในประเทศไทยอีก 53 ล้านตารางเมตรต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาสที่ 4 ของปี 2564 รวมทั้งการลงนามในสัญญาซื้อหุ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเพื่อเข้าถือหุ้นสัดส่วน 70% ใน Duy Tan Plastics Manufacturing Corporation (Duy Tan) ประเทศเวียดนาม เพื่อขยายธุรกิจบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบคงรูปในเวียดนาม คาดว่าจะปิดดีลแล้วเสร็จในช่วงกลางปี 2564
แนวโน้มการเติบโตไตรมาส 2/64
ปี 2564 สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจยังคงไม่แน่นอนเนื่องจากการระบาดของ Covid-19 รอบใหม่ที่เกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก ขณะที่ความต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคยังสามารถเติบโตได้ดี การบังคับใช้มาตรการการ ควบคุมภาวะโรคระบาดยังคงส่งผลอย่างต่อเนื่อง เช่น การทำงานที่บ้าน งดการเดินทางท่องเที่ยว และการสั่งสินค้าออนไลน์ ทั้งนี้ในไตรมาส 2/64 ความต้องการซื้อสินค้าอาจอ่อนตัวลงเนื่องจากวันหยุดเทศกาลในประเทศ ไทย และประเทศอินโดนีเซีย ในขณะที่ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ รวมถึงค่าระวางเรือ ยังคงอยู่ในระดับสูง
อย่างไรก็ตาม SCGP ยังมั่นใจว่ารายได้รวมปี 2564 จะเติบโตมากกว่า 100,000 ล้านบาท จากการขยายธุรกิจตามเป้าหมาย ทั้งการเติบโตจากการขยายกำลังผลิต และการเร่งขยายธุรกิจด้วยแผน M&P รวมถึงยังคงมาตรการการป้องกัน Covid-19 อย่างเข้มข้น พร้อมใช้การบริหารงานแบบ ยืดหยุ่น ควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์และความต้องการของลูกค้า
