ส่องกลยุทธ์ เจาะลึกโอกาสลงทุน ปี 2567
เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2566 ซึ่งนักลงทุนหลายๆคนก็เริ่มที่จะปรับกลยุทธ์หรือปรับพอร์ตการลงทุนให้เข้ากับกระแสที่จะเกิดขึ้นในปีต่อและในอนาคต ไม่เว้นแม้ตลาดหุ้นไทยที่นักลงทุนหลายคนก็เริ่มหาธีมลงทุนและทิศทางของตลาดทุน
เพื่อเป็นการเอาใจนักลงทุนไทย Wealthy Thai ได้ทำการรวบรวมความคิดเห็นจากนักวิเคราะห์ถึงทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 2567 พร้อมกับกลยุทธ์และหุ้นที่น่าสนใจมาแบ่งปันกันในครั้งนี้
โดยเริ่มกันที่บทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2567 ที่1,520 จุด อิง PER Multiplier เหมาะสมที่ 16.5 เท่า กับคาดการณ์ EPS ที่ 92 บาท/หุ้น ขณะที่คาดกรอบล่างที่ 1,300-1,430 จุด และกรอบบนที่1,555-1,620 จุด
สำหรับปัจจัยสนับสนุนประกอบไปด้วยคาดการณ์จีดีพีปี 2567 ที่เติบโตเร่งตัวขึ้นเป็น 4.4% สวนทางกับจีดีพีกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในภูมิภาคเอเชียที่ชะลอตัวลง คาดการณ์ EPS Growth ปี 2567 ของ Bloomberg ที่ +16.6% ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ย MSCI World ที่ +8.1% และใกล้เคียง MSCI Asia ex Japan ที่ +18.0%
สุดท้ายคาดการณ์อัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อายุ 10 ปี ของไทยเฉลี่ยในปี 2567 ที่ 2.5% ลดลงจากปี 2566 ที่ 2.7% จากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯและธนาคารกลางแห่งประเทศไทย ซึ่ง PER Multiplier ที่ 16.5 เท่า คิดเป็น Earning Yield 6.1% ทำให้ได้คาดการณ์ Earning Yield Gap ที่ 3.6% ใกล้เคียงค่าเฉลี่ย 10 ปีย้อนหลังที่ 3.5%
ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนกลุ่ม Defensive & Dividend Play จะมีความน่าสนใจมากที่สุด โดยมี 4 ธีมการลงทุนที่น่าสนใจ คือ 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นบวกต่อธนาคารพาณิชย์, ค้าปลีก ,สื่อสาร 2.ความขัดแย้งระหว่างประเทศทั้งสหรัฐฯ-จีน, ตะวันออกกลาง, รัสเซีย-ยูเครน, เป็นบวกต่อนิคมอุตสาหกรรม, สื่อสาร 3.Yield Peak เป็นบวกต่อโรงไฟฟ้า, ไฟแนนซ์, REIT และ 4.เศรษฐกิจโลกถดถอยเป็นบวกต่อการแพทย์, โรงไฟฟ้า, REIT, สื่อสาร หุ้นแนะนำคือ CPAXT, DOHOME, ADVANC, TRUE, SYMC, SAWAD, GPSC, BGRIM และ LHHOTEL
ด้านบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ประเมินดัชนีปี 2567 ที่ 1,850 จุด บนสมมติฐาน EPS ตลาดที่ 102 บาท/หุ้น เนื่องจากวงจรดอกเบี้ยโลกเดินหน้าสู่ปลายทาง ขณะที่เศรษฐกิจไทยจะมีภาพการเติบโตที่โดดเด่นรออยู่ในปีหน้าภายใต้การนำรัฐบาลใหม่
โดยเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากแผนการขับเคลื่อนในทุกมิติ นำโดยฟรีวีซ่านักท่องเที่ยวจีนตั้งแต่ก.ย. และนโยบาย Digital Wallet ที่จะสร้างผลบวกเพิ่มจากฐานจีดีพีปี 2567 อีก 2%-3% และคาดจะนำไปสู่ภาพ Earnings Upgrade กำไรตลาดหุ้นไทยปี 2567 พร้อมกับเชื่อจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้หุ้นไทยตอบรับแกว่งตัวขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำธีม Domestic Plays รับอานิสงส์นโยบายรัฐฯกลุ่มภาคบริการ (ท่องเที่ยว, ค้าปลีก, การแพทย์, นิคม) เร่งตัว, ภาคบริโภคที่กำลังซื้อจะหมุนทั่วประเทศและเปิดอัพไซด์สูงฟื้นคืนสู่ความคึกคักกลุ่มฐานราก (ค้าปลีก, ธนาคาร ,เช่าซื้อ) ผสานกลุ่ม Global Plays (ชิ้นส่วน, ปิโตรเคมี, แพ็คเกจจิ้ง) ที่พร้อมฟื้นตัวไปกับเศรษฐกิจจีน หุ้นแนะนำคือ AOT, ERW, CPAXT, BCH, WHA, SCB, KCE, PTT, SCGP, IVL, JMT, SPA, BE8, GLOBAL และ TNP
สุดท้ายบทวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยในปี 2567 จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,373-1,569 จุด โดยอ้างอิง EPS ปี 67 จาก Bloomberg Consensus ที่ 98 บาท ภายใต้สมมติฐานการเติบโต GDP ปี 2567 ที่ 4.40% และอิง PE Ratio 14-16 เท่า
โดยโกลด์แมน แซคส์ คาดว่าเศรษฐกิจโลกปี 2567 อาจเติบโตได้ดีกว่าที่คาดไว้จากภาคการผลิตจะฟื้นตัว, การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะหมดไปและรายได้ที่แท้จริงเติบโตแข็งแกร่ง ขณะที่ประมาณการจีดีพีไทยในปี 2567 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 3-4% แต่มีโอกาสที่จะเติบโตดีกว่าคาดการณ์จากโครงการ Digital Wallet
ส่วนปัจจัยลบที่จะมีผลกับตลาดหุ้นไทย อาทิ เศรษฐกิจจีนมีความเสี่ยงชะลอตัวจากผลกระทบของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีสัดส่วน 1 ใน 3 ของเศรษฐกิจจีน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์จากความขัดแย้งของอิสราเอล-กลุ่มฮามาส รัสเซีย-ยูเครนรวมทั้งความกังวลต่อปัญหาหนี้สาธาราณะต่อจีดีพีมีแนวโน้มสูงขึ้นจากแผนกู้เงินมาใช้ในโครงการ Digital Wallet ณ ปลายกันยายน 2566 ประเทศไทยมียอดหนี้สาธารณะต่อ GDP เท่ากับ 62% เทียบกับเพดานหนี้อยู่ที่ 70% และภาระหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง
ทั้งนี้ แนะนำกลยุทธ์การลงทุนใน 3 กลุ่มเด่น ประกอบไปด้วย 1.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ปรับตัวลงจากการยุติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ได้แก่ TIDLOR, SAWAD และ MTC, 2.หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย Digital Wallet และ e-Refund ได้แก่ BJC, CPALL, CPAXT, CRC, CPN, COM7, SPVI, CPW, JMART, HMPRO, DOHOME, GLOBAL, ZEN, M, AU, TNP และ KK 3.หุ้นที่ได้รับการประเมินว่ามี ESG สูง และอยู่ใน SET50 ได้แก่ ADVANC, CPALL, CPF, CRC, OR, PTTEP และ TOP

