ลดหย่อนภาษีสูงสุด 50,000 บาท ความหวังหุ้นไทย? กระตุ้นการบริโภค
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบมาตรการ “Easy E-Receipt” (e-Refund เดิม) โครงการซื้อสินค้าและบริการจากร้านค้าที่อยู่ในระบบภาษี โดยจะต้องมีใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากร มูลค่าไม่เกิน 50,000 บาท มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2567
โดยมาตรการ Easy E-Receipt มีวัตถุประสงค์สนับสนุนการบริโภคในประเทศ สนับสนุนผู้ประกอบการที่อยู่ในระบบภาษีให้ใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงส่งเสริมการผลิตสินค้าท้องถิ่นและการอ่าน ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบภาษี และการใช้ระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์
แต่ค่าสินค้าหรือค่าบริการที่สามารถหักลดหย่อนได้ไม่รวมถึง ค่าซื้อสุรา เบียร์ และไวน์ ค่าซื้อยาสูบ ค่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ และเรือ ค่าน้ำมันและก๊าซสำหรับเติมยานพาหนะ ค่าสาธารณูปโภค ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าบริการสัญญาณโทรศัพท์ ค่าบริการสัญญาณอินเทอร์เน็ต ค่าเบี้ยประกันวินาศภัย โดยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขอื่น ๆ เป็นไปตามที่อธิบดีกรมสรรพากรประกาศกำหนด
โครงการดังกล่าว นักวิเคราะห์ต่างมองเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหนึ่งในนโยบายที่จะกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างดี เพราะสามารถลดหย่อนภาษีได้สูงถึง 50,000 บาท และย่อมส่งผลดีต่อหุ้นค้าปลีกที่เกี่ยวข้อง แต่จะมีหุ้นเด่นอะไรบ้างนั้น Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว
เริ่มกันที่มุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมิน กลุ่มสินค้า Electronics และ Basket size ใหญ่ได้ประโยชน์ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้า IT กลุ่ม Home product และห้างสรรพสินค้าที่มีขนาด basket size ใหญ่จะได้ประโยชน์มากที่สุด
ทั้งนี้ เนื่องจาก ผู้ที่คาดว่าจะใช้สิทธิ์นี้เป็นผู้มีรายได้ระดับกลางขึ้นไป และไม่เข้าเกณฑ์ของ Digital Wallet 1 หมื่นบาท (รายได้รวมไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน และมีเงินเก็บไม่เกิน 500,000 บาท) ซึ่งทางรัฐบาลประเมินว่าผู้ที่มีรายได้เกิน 70,000 บาทต่อเดือน อยู่ที่ 1.3 ล้านคน และผู้ที่มีเงินในบัญชีรวมทุกบัญชีเกิน 500,000 บาท อยู่ที่ 3.5 ล้านคน
ดังนั้นหากทุกคนใช้สิทธิ์มาตรการ 50,000 บาทนี้ จะมีเงินจับจ่ายใช้สอยในช่วงวันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2567 อยู่ที่อย่างน้อย 175,000 ล้านบาท
โดยกลุ่ม Commerce คงน้ำหนัก "Overweight" หุ้นที่จะได้รับประโยชน์สูงที่สุดเรียงจากมากไปน้อยได้แก่ COM7 (ซื้อ/เป้า 30.00 บาท) HMPRO (ซื้อ/เป้า 16.30 บาท) CRC (ซื้อ/เป้า 48.00 บาท) และ CPN (ซื้อ/เป้า 82.00 บาท)
ต่อกันที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินโครงการนี้น่าจะเป็นบวกต่อกลุ่มค้าปลีกทั้งหมด แต่จะส่งผลดีต่อบริษัทที่ขายสินค้าที่มีมูลค่าสูง เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยมากกว่าสินค้าจำเป็น จากวงเงินค่าใช้จ่ายต่อรายที่ค่อนข้างสูง และกรอบระยะเวลาการใช้จ่ายเพียง 1.5 เดือน มีสาขาใน กทม. โดยหุ้นที่น่าจะได้อานิสงส์บวกมากที่สุด เด่นสุด COM7, HMPRO, CRC, CPN
เช่นเดียวกันกับนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ที่มองเช่นเดิมว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์หลักจะได้แก่ กลุ่มที่อิงกับการบริโภคภายในประเทศซึ่งหนีไม่พ้นกลุ่มค้าปลีก ซึ่งยังคงเป็น Top sector pick ต่อไป โดยเฉพาะในฝั่งของกลุ่ม Consumer discretionary เช่น COM7, HMPRO ที่นโยบายนี้น่าจะเป็นการสร้างแรงกระตุ้นโดยตรงต่อการซื้อสินค้าที่มีราคาสูงจําพวก Big ticket item
ที่สําคัญ หากดูในรายละเอียดของนโยบายจะพบว่าวงเงินลดหย่อนนี้ได้รวมถึงค่าบริการด้วยเช่นกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการที่อยู่ในหมวดบริการ เช่น ร้านอาหาร (M, ZEN) น่าจะได้ประโยชน์ไม่มากก็น้อยด้วย
ส่วนผู้เล่นในกลุ่มท่องเที่ยว เช่น โรงแรม เนื่องด้วยในช่วงระยะเวลาดังกล่าวไม่ได้มีวันหยุดยาวใดๆ จึงประเมินว่าอาจไม่ได้ระบบอานิสงส์มากนัก
ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ประเมินกลุ่มธุรกิจค้าปลีกน่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวมากสุด โดยธุรกิจค้าปลีกทุกรายมีระบบการออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ e-Tax Invoice & e-Receipt ของกรมสรรพากรรองรับไว้แล้วตั้งแต่ช่วงต้นปีนี้ จากโครงการช้อปดีมีคืนปี 66
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่จะมีการเลื่อนการจับจ่ายใช้สอยสินค้าฟุ่มเฟือยจากไตรมาส 4/66 ออกไปเป็นช่วงต้นไตรมาส 1/67 แทน เพื่อที่จะได้รับสิทธิ์ลดหย่อนภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้กลุ่มค้าปลีกยังมีแรงกดดันค่าใช้จ่ายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ ส่งผลให้มีมุมมองเป็นกลาง “Neutral” สำหรับกลุ่มธุรกิจค้าปลีก โดยเลือก CRC (ราคาเป้าหมาย 50 บาท) และ CPALL (ราคาเป้าหมาย 82 บาท) เป็น Top pick กลุ่ม

