Official Update :

5 หุ้นปันผลดี หาจังหวะเก็บในภาวะตลาดผันผวน

ต้องยอมรับว่าปัจจุบันตลาดหุ้นไทยผันผวนอย่างมาก เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นๆ ที่เคลื่อนไหวในแดนบวก แต่อย่างไรก็ตามท่ามกลางความผันผวนเช่นนี้ อาจจะเป็นโอกาสที่ดีของการลงทุนก็เป็นได้?


ในมุมมองนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า หุ้นที่จ่ายปันผลดี มีไว้เพื่อให้มีผลตอบแทนกลับมาในช่วงที่ตลาดยังเป็นขาลง ซึ่งหุ้นที่หาจังหวะซื้อช่วงนี้ ADVANC, INTUCH, SPALI, AP, BBL


ส่วนปัจจัยพื้นฐานของหุ้นดังกล่าว นักวิเคราะห์ออกมาประเมินไว้อย่างน่าสนใจเช่นกัน เริ่มกันที่ ADVANC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) มีความเห็นว่า ปี 2567 คาดกำไรแตะระดับ 3 หมื่นล้าน


ด้วยปัจจัยเด่นได้แก่ 1.บริษัทมีความพยายามกระจายรายได้หลายช่องทาง 2.รับรู้รายได้จาก TTTBB เต็มปี 3.มอง ARPU ทั้ง Mobile และ Fixed Broadband จะทยอยฟื้นตัว


และ 4.มีความพยายามใช้ 5G ในระดับ Enterprise และเสนอการให้บริการใหม่ที่จะช่วยให้ความต้องการอินเตอร์เน็ตมีความจำเป็นมากขึ้น จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ทางฝ่ายมองราคาพื้นฐานปี 67 ที่ 250 บาท


INTUCH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 85 บาท ยังชอบ INTUCH ในฐานะหุ้นปันผล 4-5% ต่อปีเป็นอัตราผลตอบแทนสูงสุดในกลุ่มผสาน ราคาหุ้นยังไม่แพง โดยซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าNAV ที่ถือใน ADVANC และ Invent เป็น -15% (vs ค่าเฉลี่ย 1ปี-6-7%) จึงมองเป็นจังหวะซื้อ


อีกทั้งยังมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 4/66 คาดกำไรสุทธิโตต่อจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตาม ADVANC ที่จะได้อานิสงส์เข้าสู่ High season และค่าไฟลงเต็มไตรมาส


ทั้งนี้แม้คงประมาณการกำไรสุทธิทั้งปี 1.13 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากปีก่อน แต่ก็มีโอกาสเกิด upside ต่ำจากส่วนแบ่งกำไรไตรมาส 3/66 ของ ADVANC สูงกว่าคาดหลังมีบันทึกรายรับพิเศษ ส่วนปี 67 คาดกำไรโต 6% เป็น 1.19 หมื่นล้านบาท


SPALI คืออีกหนึ่งบริษัทที่บริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เลือกเป็น Top pick กลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ปี 2567 โดยมีรายละเอียดว่า ประเมินหาหุ้นเด่นในปี 2567 ผ่าน Ranking Score Card ผ่าน 4 ตัวกรองสำคัญ คือ


1.ความแข็งแกร่งทางด้านการเงิน 2.ความสามารถในการทำกำไรและการประเมินมูลค่าปัจจุบัน 3. Upside risk ที่อาจเกิดขึ้นหากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลปรับตัวลดลง


และ 4.การประเมินแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืน (ESG Analysis) พบว่าหุ้นที่ได้คะแนนสูงที่สุด 2 รายของอุตสาหกรรมได้แก่ BRI (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 10.90 บาท) และ SPALI (ซื้อ ราคาเป้าหมาย 23.80 บาท) ตามลำดับ เลือก BRI และ SPALI เป็น Top Pick


AP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ OUTPERFORM ราคาเป้าหมายสิ้นปี 2567 เท่ากับ 16 บาท (อิง PER 8 เท่า) จากทิศทางกำไรไตรมาส 4/66 ยังเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน


พร้อมผลักดันกำไรปี 2566 ทำ NEW HIGH เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันที่ 6.09 พันล้านบาท และยกฐานสูงต่อเนื่องเป็น 6.28 พันล้านบาทปี 2567 ขณะที่ VALUATION น่าสนใจด้วยระดับ PER ซื้อขายต่ำ กว่า 6 เท่า และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงกว่า 6% ต่อปี (นโยบายจ่ายเงินปันผลปีละ 1 ครั้ง)


ปิดท้ายที่ BBL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คงคำแนะนำ “ซื้อ” มูลค่าพื้นฐาน 203 บาท เลือก BBL เป็นหุ้นเด่นในกลุ่มธนาคารสะท้อน 1.งบดุลแข็งแกร่งพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอน 2.อัตราการขยายตัวของกำไรโดดเด่น และ ROE ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง 3. เน้นพอร์ตสินเชื่อบริษัทขนาดใหญ่และต่างประเทศ และ 4.มูลค่าหุ้นที่ไม่แพง


โดย BBL เป็นธนาคารที่ได้รับประโยชน์เป็นลำดับต้นของวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้น เป็นปัจจัยผลักดันให้กำไรสุทธิเติบโตแกร่งกว่าคู่แข่ง 21% CAGR (66-68) และ ROE ปรับเพิ่มขึ้นมากที่สุด


ขณะที่การควบคุมหนี้เสียทีดี ประกอบกับกับนโยบายตั้งสำรองหนี้ฯ สูงทำให้มี Coverage ratio สูงที่สุดในกลุ่มธนาคาร ราคาหุ้นที่ปรับลงเป็นจังหวะในการลงทุนระยะยาว