Official Update :

PTTEP ก้าวแรกสู่โอกาสเติบโตธุรกิจใหม่ กับการลงทุนโครงการพลังงานลมกว่า 1,000 MW

อย่างที่รู้กันดีกว่า บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP ดำเนินธุรกิจหลักที่เป็น Core Business ได้แก่ สำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยแหล่งสำรวจ และผลิตของ PTTEP ตั้งกระจายหลายแห่งในทั่วทุกมุมโลก


แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องด้วยขณะนี้บริบทของการใช้พลังงานที่กำลังเปลี่ยนทิศทางไป มนุษย์เริ่มหันมาใส่ใจกับการรักษาสิ่งแวดล้อม และรักโลกกันมากขึ้น จึงส่งผลให้กระแสของการใช้พลังงานเชื้อเพลิงที่มาจากฟอสซิลเริ่มจะลดหายไป


ดังนั้นเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้ PTTEP จำเป็นที่จะต้องปรับตัว ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจเพื่อให้อยู่รอดในท่ามกลางกระแสการใช้พลังงานสะอาดเพิ่มมากขึ้น ทาง PTTEP จึงมีความจำเป็นที่จะต้องกระจายการลงทุนในธุรกิจใหม่โดยเฉพาะในด้านของพลังงาน


ยกตัวอย่างเช่นล่าสุด PTTEP ได้เข้าซื้อสัดส่วนการลงทุน 50% ในบริษัท TotalEnergies Renewables Seagreen Holdco (TERSH) มูลค่าการลงทุนประมาณ 2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้มีการลงทุนในโครงการซีกรีน ออฟชอร์ วินด์ฟาร์ม


โดยเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศสกอตแลนด์ โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้ากว่า 1.1 กิกะวัตต์ และที่สำคัญโรงไฟฟ้านี้ได้เริ่มจ่ายไฟเข้าระบบทั้งหมดแล้ว


ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญของการเข้าลงทุนในครั้งนี้ของ PTTEP เสมือนเป็นการก้าวขาครั้งแรกในการที่ PTTEP มีโครงการพลังงานหมุนเวียนที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของธุรกิจเลยก็ว่าได้


โดยการลงทุนครั้งนี้ถือว่า เป็นไปตามกลยุทธ์ของ PTTEP ที่จะหาโอกาสเติบโตในธุรกิจใหม่นอกเหนือจาก E&Pซึ่งจะสอดคล้องกับเทรนด์อุตสาหกรรม เช่น พลังงานหมุนเวียน, CCS, ไฮโดรเจน, AI&Robotics


เมื่อถามว่าแล้วโครงการนี้จะสร้างผลกำไรให้กับทาง PTTEP ได้ปีละเท่าไหร่นั้น ทางบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุหากปิดดีลแล้วเสร็จ PTTEP ว่าจะรับรู้ผลประกอบการผ่านส่วนแบ่งกำไร ในกรณีรับรู้เต็มปีผู้บริหารให้ Guidance ว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรกว่า 30-80 ล้านเหรียญฯหรือประมาณ 1-3 พันล้านบาทต่อปี


แต่สิ่งที่สำคัญและน่าจับตาดูก็คือ PTTEP ให้ข้อมูลอย่างชัดเจนว่า การลงทุนในครั้งนี้เป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทมีประสบการณ์ในการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนนอกชายฝั่ง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดอื่น ๆ ในอนาคตด้วย


นอกจากการเข้าร่วมการลงทุนในโครงการดังกล่าวแล้ว PTTEP ยังได้ลงนามบันทึกความ กับ TotalEnergies เพื่อขยายความร่วมมือในการลงทุนในโครงการพลังงานลมนอกชายฝั่งอื่นๆ รวมทั้งหาโอกาสการลงทุนร่วมกันในธุรกิจพลังงานสะอาดเพื่อสร้างการเติบโตทางธุรกิจร่วมกันในอนาคต


ขณะที่ในด้านของนักวิเคราะห์ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นในมุมมองเชิงบวกต่อการลงทุนของ PTTEP ในครั้งนี้ว่า มีความน่าสนใจเพราะเป็นก้าวสำคัญกระจายสู่ธุรกิจอื่นนอกจาก E&P


อีกทั้งสกอตแลนด์มีกระแสลมดี โดยมี Capacity Factor มากกว่า 45% ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศไทยมีแค่เพียง 25-30% รวมไปถึงยังเป็น Operating Asset ที่ไม่มีความเสี่ยงการก่อสร้าง และมีสัญญารับซื้อไฟฟ้า 15 ปี ที่สำคัญ การเซ็น MOU กับเครือ Total จะช่วยสร้างโอกาสร่วมมือด้านพลังงานหมุนเวียนในอนาคต