ADVICE เคาะราคาขายไอพีโอ 3.24 บาท เปิดให้นักลงทุนจองซื้อ 22-24 ม.ค. นี้ เตรียมลุยเทรด SET วันที่ 31 ม.ค. 67
ADVICE เคาะราคาเสนอขาย IPO ที่ 3.24 บาท เตรียมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อวันที่ 22-24 ม.ค. นี้ เดินหน้าเข้าเทรด SET วันที่ 31 ม.ค. 67 นำเงินระดมทุนขยายสาขา-ชำระคืนเงินกู้ พร้อมตั้งเป้าหมายรายได้ปี 2567 โต 10% ฟาก FA มั่นใจนักลงทุนตอบรับดี มองราคามีส่วนลดเกือบ 50%
นางยอดฤดี สันตติกุล กรรมการบริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เอเซียพลัส จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 170 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 27.42% ของหุ้นทั้งหมดภายหลังการ IPO ครั้งนี้ บริษัทได้กำหนดราคาเสนอขายที่หุ้นละ 3.24 บาท โดยจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อในวันที่ 22-24 ม.ค. นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 31 ม.ค. 67
โดยบริษัทได้แต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และมีผู้ร่วมจัดการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย คือ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รวมทั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด
สำหรับราคาหุ้น IPO ที่เสนอขาย 3.24 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E Ratio) ที่ 10 เท่า โดยคำนวณกำไรสุทธิต่อหุ้นจากผลกำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 12 เดือนย้อนหลัง (1 ต.ค. 65 - 30 ก.ย. 66) หารด้วยจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดหลังการเสนอขายหุ้น IPO ที่ 620,000,000 หุ้น (Fully-Diluted)
ทั้งนี้หากนำ P/E ของคู่เทียบในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในช่วงระยะเวลา 3 เดือนย้อนหลัง (17 ต.ค. 66 - 16 ม.ค.67) อย่าง COM7 ซึ่งมี P/E Ratio อยู่ที่ 18.63 เท่า รวมถึง SIS SVOA และ SYNEX มี P/E อยู่ในช่วงระหว่าง 12.37 – 15.13 เท่า มาเปรียบเทียบจะพบว่า P/E ของราคาเสนอขายหุ้น IPO ที่ 10 เท่า คิดเป็นส่วนลดให้กับนักลงทุนราว 46.3%
นายณัฏฐ์ ณัฐนิธิการัชต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอดไวซ์ ไอที อินฟินิท จำกัด (มหาชน) หรือ ADVICE กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น IPO ในครั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวนประมาณ 527.3 ล้านบาท ไปใช้สำหรับ 1. การลงทุนขยายธุรกิจและขยายสาขาของบริษัท รวมถึงการปรับปรุงสาขาเดิมของบริษัทฯ 2. ชำระคืนเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้ D/E ของบริษัทปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 2 เท่า จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 7 เท่า 3. เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการจัดซื้อสินค้า และ 4.ลงทุนปรับปรุงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
ขณะที่ทิศทางการเติบโตในปี 2567 บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้เติบโต 10% จากปีก่อน จากการขยายสาขาและร้านค้าแฟรนไชส์ การขยายสู่การเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Apple อย่างเป็นทางการ รวมทั้งการเพิ่มรายได้เสริมผ่านศูนย์บริการและรับซ่อมสินค้าอย่างเป็นทางการ การเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้นผ่านการปรับประเภทผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่าย และขยายฐานลูกค้าองค์กร
ในส่วนของการเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Apple บริษัทคาดว่าในไตรมาส 4/67 จะสามารถเปิดร้าน iStudio by Advice เพื่อวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของ Apple อย่างเต็มรูปแบบ
โดยเฟสแรกจะเปิดดำเนินการจำนวน 5 สาขา ช่วยหนุนสัดส่วนรายได้ของผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟนสิ้นปี 2567 ให้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 10% จากไตรมาส 3/66 อยู่ที่ระดับเพียง 5% พร้อมตั้งเป้าหมายปี 69 รายได้จะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 30% ของรายได้รวมทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนรายได้จากลูกค้าองค์กรคาดสิ้นปีนี้จะอยุ่ที่ 7% และปี 69 อยู่ที่ 10% จากไตรมาส 3/66 อยู่ที่ระดับ 5%
นอกจากนี้บริษัทตั้งเป้าในช่วง 3 ปีข้างหน้า (67-60) จะเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อผลักดันยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยบริษัทคาดว่าจะมีหน้าร้าน Advice รวมทั้งสิ้น 390 แห่ง ผ่านการเปิดสาขาของบริษัทเพิ่มอีก 20 แห่ง ในทำเลที่มีศักยภาพ โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลเป็นหลัก พร้อมขยายสาขาแฟรนไชส์อีก 30 แห่ง
ทั้งนี้ สิ้นไตรมาส 3/66 บริษัทมีสาขา Advice รวมทั้งสิ้น 338 สาขา ประกอบด้วย สาขาที่บริษัทฯ เป็นเจ้าของจำนวน 110 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ปริมณฑล และในจังหวัดที่สำคัญของประเทศไทย และสาขาแฟรนไชส์อีก 228 แห่ง กระจายอยู่ในแหล่งชุมชนในอำเภอและจังหวัดต่างๆ ครอบคลุม 75 จังหวัด ในทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย รวมถึงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ด้านผลการดำเนินงานย้อนหลังในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (63 – 65) บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 12,541.2 ล้านบาท 14,305.8 ล้านบาท และ 14,388.2 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ย (CAGR) เท่ากับร้อยละ 8.1 ต่อปี มีกำไรสุทธิจำนวน 233.8 ล้านบาท 430.2 ล้านบาท และ 205.7 ล้านบาทตามลำดับ
ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2566 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการจำนวน 10,336.5 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 8.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งถือเป็นการลดลงที่ดีกว่าภาพรวมตลาด อันเนื่องมาจากการปรับฐานเข้าสู่ภาวะปกติ หลังจากความต้องการสินค้าไอทีเพิ่มสูงขึ้นเป็นพิเศษในช่วงสถานการณ์ COVID-19 ส่งผลให้ 9 เดือนของปี 2566 มีกำไรสุทธิจำนวน 136.5 ล้านบาท
