Official Update :

SCGP ปักธงรายได้ปี 67 แตะ 1.5 แสนลบ. ทุ่มงบลงทุน 1.5 หมื่นลบ. ปิดดีลซื้อกิจการ ชะลอแผนลงทุนธุรกิจกระดาษในเวียดนาม

SCGP ตั้งเป้ารายได้ปี 67 โต 15% หรือแตะ 1.5 แสนล้านบาท หลังอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์เริ่มส่งซิกฟื้นตัว พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต-ลุยดีลซื้อกิจการเพิ่มอีก 1-2 ดีล มองแผนชะลอลงทุนโครงการกระดาษบรรจุภัณฑ์ในเวียดนามมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ภายใต้สภานการณ์ความต้องการที่ยังไม่ฟื้น เป็นผลดีมากกว่าผลเสีย


นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า ตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้ปี 2567 จะเติบโตราว 15% หรือจะอยู่ที่ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งในช่วงไตรมาส 1/67 เริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของความต้องการผลิตภัณฑ์บรรจุอย่างชัดเจน จากนักท่องเที่ยวจีนที่เริ่มกลับมา ตัวเลขเงินเฟ้อที่เริ่มนิ่งส่งผลให้กำลังซื้อของกลุ่มลูกค้า SMe กลับมาจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น


สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ปี 2567 มีแนวโน้มฟื้นตัว โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียน เช่น ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงประเทศจีน


โดยมีปัจจัยบวกจากนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวและการส่งออกที่คาดว่าจะฟื้นตัว อัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่มีแนวโน้มลดลงจะส่งผลดีต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ในขณะที่ราคาพลังงานและราคาวัตถุดิบกระดาษรีไซเคิลมีแนวโน้มทรงตัวจนถึงเพิ่มขึ้น และการปรับค่าระวางเรือขนส่งสินค้าที่อาจเกิดขึ้นจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง


ด้านงบลงทุนในปีนี้จะอยู่ 1.5 หมื่นล้านบาท เพื่อรองรับการปรับปรุงซ่อมแซมกำลังการผลิตโรงงานเดิมและลงทุนการพัฒนานวัตกรรมและโซลูชันอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำธุรกิจ และการบริหารจัดการต้นทุน


รวมถึงขับเคลื่อน ESG เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือก พร้อมทั้งดำเนินงานเพื่อก้าวสู่เป้าหมายในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2593 ราว 5 พันล้านบาท และอีก 1 หมื่นล้านบาท ในการขยายธุรกิจที่มีศักยภาพเติบโตสูงอย่างการทำดีล M&P ในธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ บรรจุภัณฑ์อาหาร และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ Bio-Solutions ที่เป็นเมกะเทรนด์ ซึ่งคาดว่าจะเห็นความชัดเจนในปีนี้ราว 1-2 ดีล


ทั้งนี้ แผนการลงทุนโครงการขยายการผลิตกระดาษบรรจุภัณฑ์ในตอนเหนือของประเทศเวียดนามมูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาท ภายใต้บริษัท Vina Kraft Paper Co., Ltd. (VKPC) ปัจจุบันอยู่ระหว่างพิจารณาความเหมาะสมท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ตลาดในภูมิภาค โดยจะตัดสินใจเกี่ยวกับการลงทุนต่อในโครงการนี้ภายในปี 67 ส่วนผลกระทบของการชะลอบริษัทประเมินว่าเป็นผลดีมากกว่า ด้วยภายใต้ความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่ยังไม่ฟื้นตัว จึงทำให้มีความท้าทายและความเสี่ยงสูง