Official Update :

ส่องอนาคต 3 หุ้นโรงไฟฟ้าสุดฮอต! งบปี 66-67 มีลุ้นฟันกำไรโตกระฉูด

หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่นักลงทุนให้ความสนใจมาอย่างยาวนาน เนื่องจาก การเติบโตที่มีเสถียรภาพ และถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มที่นักวิเคราะห์มองเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหุ้นที่ Defensive หรือ “หุ้นปลอดภัย” มีพื้นฐานค่อนข้างแข็งแกร่ง ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนสำรวจแนวโน้มการเติบโตหุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของไทยว่าจะมีความน่าสนใจแค่ไหน บทความนี้มีคำตอบแล้ว


GULF ปี 67 ลุ้นฟันกำไร 1.8 หมื่นล้าน

เริ่มกันที่ GULF นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรปกติไตรมาส 4/66 ที่ 3,682 ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสก่อน เนื่องจากปัจจัยฤดูกาลของโรงไฟฟ้า IPP และส่วนแบ่งกำไรจาก INTUCH ที่ลดลง (ผลของค่าใช้จ่าย SG&A ของ ADVANC ที่สูงขึ้นและการรับรู้ผลขาดทุนจาก TTTBB)


แต่สามารถเติบโตได้จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการ COD โครงการใหม่และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลง จะส่งผลให้กำไรปกติทั้งปี 2566 ใกล้เคียงกับประมาณการของฝ่ายวิจัยที่ 15,576 ล้านบาท เติบโต 36% จากปีก่อน


ขณะที่ไตรมาส 1/66 เบื้องต้นคาดกำไร 3,800-4,000 ล้านบาท ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ตามปัจจัยฤดูกาลและการปรับขึ้นค่าไฟฟ้างวด ม.ค. - เม.ย. 2567 ขณะที่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดเติบโตได้จากกำลังผลิตใหม่และต้นทุนก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวลงต่อเนื่อง


ดังนั้นคงประมาณการกำไรปี 2567 ที่ 18,107 ล้านบาท เติบโต 16% จากปีก่อน และคงราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2567 ที่ 52.75 บาท แนะนำ “ซื้อ”


GPSC ไตรมาส 1 โตต่อ

ต่อกันที่ GPSC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดไตรมาส 4/66 จะมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 564 ล้านบาท ลดลง 69% จากไตรมาสก่อน จากนโยบายค่าไฟ 3.99 บาทเต็มไตรมาส, ปริมาณขายลดลง – ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามฤดูกาล, ลูกค้าปิดซ่อมบำรุง, ส่วนแบ่งกำไรจากไซยะบุรีต่ำลงตามปริมาณน้ำในเขื่อน


แต่เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/65 จะสามารถพลิกจากขาดทุน อีกทั้งกำไรที่ลดลงจากไตรมาสก่อน ถือว่าไม่ได้แตกต่างจากมุมมองก่อนหน้า หากไตรมาส 4/66 ตามคาด กำไรสุทธิปี 2566 จะทำได้ 3.8 พันล้านบาท เติบโต 326% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 891 ล้านบาท


ส่วนแนวโน้มไตรมาส 1/67 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน ตามการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าที่ 4.18 บาท, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง โดยเฉพาะราคาถ่านหิน, ค่าใช้จ่ายต่ำลงตามฤดูกาล


ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีคาดอัตรากำไรของโรงไฟฟ้า SPP เร่งตัวขึ้นจากแนวโน้มค่าไฟฟ้าประคองตัว, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลงตามทิศทางราคาพลังงานในตลาดโลก (ผ่านช่วง High Season ในฤดูหนาว และความต้องการใช้ชะลอตัวตามเศรษฐกิจ)


และการเร่งผลิตก๊าซในอ่าวไทย (คาดปริมาณก๊าซแหล่งเอราวัณแตะ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุต ในเดือนเม.ย. 2567 เทียบ เดือนธ.ค. 2566 คาดอยู่ระดับ 400 ล้านลูกบาศก์ฟุต) คงประมาณการกำไรปี 2567 เติบโต 47% เป็น 5.3 พันล้านบาท คงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57 บาท


BGRIM กำไรโตต่อเนื่อง

ตามด้วย BGRIM นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) คาดกำไรหลักไตรมาส 4/66 ของ BGRIM ที่ 329 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 86% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ราคาก๊าซลดลงเร็วกว่าค่าไฟ) แต่ลดลง 50% จากไตรมาสก่อน (ความต้องการไฟลดลงตามปัจจัยทางฤดูกาล ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารที่มากขึ้น และค่าไฟที่ลดลงจากไตรมาสก่อน เร็วกว่าต้นทุนก๊าซ)


นอกจากนี้ BGRIM จะรายงานกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นอย่างมาก (บาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์) ดังนั้น จึงคาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 4/66 จะอยู่ที่ 470 ล้านบาท พลิกกลับเป็นกำไรจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 37% จากไตรมาสก่อน โดยคาดทั้งปี 2566 จะรายงานกำไรสุทธิ 1,892 ล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 1,244 ล้านบาท


ส่วนไตรมาส 1/67 คาดกำไรหลักที่ 481 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (ราคาก๊าซน่าจะลดลงมากกว่าค่าไฟ) และเพิ่มขึ้น 53% จากไตรมาสก่อน (อัตราค่าไฟที่สูงขึ้นจากไตรมาสก่อน) เบื้องต้นคาดปี 2567 จะมีกำไรสุทธิ 2,215 ล้านบาท เติบโต 17% จากปีก่อน แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 33 บาท