Official Update :

ชอร์ตเซล-โรบอทเทรด เครื่องจักรสังหารหุ้นไทย ฉุดวอลุ่มหาย?

ว่าด้วยเรื่อง program trading และ short selling ยังเป็นปัญหาถกเถียงกันในแวดวงตลาดทุน เพราะถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน และทำให้มูลค่าซื้อขายตลาดของนักลงทุนในประเทศที่เบาบาง ล่าสุด ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มกลไกควบคุม short selling-program trading เพื่อยกระดับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างมองว่า จะช่วยเรียกควารมเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้


จากรายงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมีการดำเนินการใน 4 ด้าน คือ 1.การควบคุม (Control) การเพิ่มกลไกการควบคุม program trading และลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์ ทั้งในภาพรวมและในกรณี short selling อาทิ การกำหนดแนวทางในการติดตามการทำธุรกรรม short selling หรือการมีกลไกควบคุมราคาเพื่อลดความผันผวนของราคาหลักทรัพย์


2.การรายงาน (Reports): การปรับปรุงรายงาน short selling เพื่อให้ทราบถึงรายละเอียดและการติดตามได้ง่ายขึ้น รวมถึงการเปิดเผยต่อสาธารณชน


3.การติดตามและการบังคับใช้กฎเกณฑ์ (Monitoring & Enforcement): โดยการเน้นย้ำความคาดหวังต่อบริษัทสมาชิกในการดูแลให้ผู้ลงทุนปฏิบัติตามเกณฑ์ รวมทั้งปรับบทลงโทษให้มีความเข้มข้น


4.การแบ่งความรับผิดชอบ (Responsibility): ซึ่งจะมีการนำเสนอกำหนดขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบของหน่วยงานกำกับดูแลและตลาดหลักทรัพย์ฯ ในการดูแลการทำ short selling และ program trading ให้สอดคล้องกับสากล เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถลงโทษต่อผู้กระทำผิดได้โดยตรงและรวดเร็ว


โดยผลที่ได้จากการดำเนินการทั้ง 4 ด้าน ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุว่า จะสามารถทำให้การป้องกันการทำธุรรรม naked short selling และการทำธุรกรรม program trading ที่ไม่เหมาะสมทำได้ดีขึ้น


จากแนวทางดังกว่านักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) มองเป็นจิตวิทยาบวกต่อตลาดหุ้นไทย ประเมินหุ้นที่ตลาดมีโอกาสดึงสถานะเร็วและ Outperform ระยะสั้น คือ


กลุ่มที่ Underperform SET, ถูก Short Sales มากกว่า 5% ของมูลค่าซื้อขายรวม และ Valuation อยู่โซนลงทุน ดังนี้ JMT, SAWAD, HANA, HMPRO, SCGP, BGRIM, AAV, CPALL, CPAXT, CRC


ขณะที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด มีความเห็นว่า SHORT SELL จะถูกจับตาอย่างใกล้ชิดจากทางการ โดย Algorithmic Trading หรือที่เรียกว่าโปรแกรมเทรดอัตโนมัติ หรือโรบอทเทรด หรือ High-frequency trading (HFT) จากนักลงทุนต่างประเทศ ถูกมองว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยผันผวน และ ทำให้มูลค่าซื้อขายตลาด ของนักลงทุนในประเทศที่เบาบางอย่างมีนัยฯ ตั้งแต่เดือน ก.ย.66


โดยสัดส่วนการซื้อขายผ่านระบบ ALGO TRADE ที่สูงขึ้นเป็น 35% ของการซื้อขายทั้งหมดในตลาดฯ (ซึ่งค่าเฉลี่ยก่อนหน้านี้อยู่ที่ระดับ 20%-30% เท่านั้น) และทำให้ต่างชาติมีสัดส่วนการซื้อขายหุ้นไทยสูงถึง 50.8% สูงกว่านักลงทุนรายย่อย + พอร์ตโบรกเกอร์ + นักลงทุนสถาบันฯ ที่มีสัดส่วนรวมกันอยู่ที่ 49.2% เท่านั้น


ทั้งนี้ล่าสุด ตลท. เตรียมเพิ่มกลไกควบคุม short selling และ program trading เพื่อยกระดับการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้มีความโปร่งใส และเสริมสร้างความเป็นธรรมของผู้ลงทุนทุกประเภท เบื้องต้น ตลท.จะมีการดำเนินการใน 4 ด้านดังที่กล่าวไปข้างต้น


สำหรับกระบวนการแก้ไขปัญหาของตลท. ที่เกิดขึ้นคาดเป็นปัจจัยหนุนให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทยอยกลับมาอีกครั้ง และหนุนให้มูลค่าซื้อขายกลับมาคึกคักขึ้น แต่ฝ่ายวิจัยฯ เคยประเมินมูลค่าซื้อขายตลาดต้องเกิน 5 หมื่นล้านบาท หรือ TURNOVER สูงเกิน 70% ต่อปี จึงจะเพียงพอที่จะผลักดันให้ SET INDEX ปรับตัวขึ้นได้


ดังนั้นปัญหา short selling และ program trading อาจได้รับการรับการแก้ไขที่ดีขึ้นจาก ตลท. คาดเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้เป็นอย่างดี และหนุนให้ SET index แกว่งทรงตัวในขาขึ้นได้ในระยะถัดไป โดยคาดกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ระดับ 1,385 -1,397 จุด