ส่องโอกาสการเติบโตของ EGCO ในปี 67

หากพูดถึงหุ้นโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ในตลาดหุ้นไทย แน่นอนว่าต้องมีบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ติดอยู่ในลิสต์อันดันต้นๆอย่างแน่นอน ด้วยจำนวนกำลังการผลิตไฟฟ้าที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่มีกำลังการผลิตมากสุดเป็นอันดับต้นๆในอุตสาหกรรม


ดังนั้น ทาง Wealthy Thai จึงอยากจะขอใช้โอกาสนี้ในการหยิบยกบริษัทดังกล่าวมาพูดคุยกับผู้อ่าน ถึงภาพรวมธุรกิจในปี 2567 พร้อมกับความคิดเห็นอีกด้านหนึ่งจากนักวิเคราะห์ถึงพื้นฐานและความน่าสนใจในหุ้น EGCO กันว่าจะมีความแตกต่างหรือแรงจูงใจในการเข้าลงทุนอย่างไร


EGCO มั่นใจผลงานปี 67 โตจากปีก่อน หลังเริ่มบุ๊กรายได้ 2 โครงการใหม่

โดยวิชั่นของบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ได้ออกมาให้ไกด์ไลน์ถึงผลประกอบการในปี 2567 ว่า จะต้องเติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า ด้วยการรับรู้กำไรจากการลงทุนในโครงการใหม่ อย่าง โรงไฟฟ้าคัมแพซ (Compass Portfolio) จํานวน 3 แห่ง ในสหรัฐฯ กําลังผลิตรวม 1,304 เมกะวัตต์ ที่บริษัทได้เข้าไปลงทุน 50%


รวมไปถึงการทยอยรับรู้รายได้จากเข้าไปลงทุนบริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ สัดส่วนถือหุ้น 30% ซึ่งบริษัทดังกล่าวประกอบธุรกิจด้านเคมีและสาธารณูปโภค และหลังจากการเข้าลงทุนแล้วเสร็จในปีที่ผ่านมา ก็ทำให้สามารถรับรู้รายได้เข้ามาในทันที


และอีกหนึ่งในการปั้นผลประกอบการ บริษัทได้เตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เพิ่มอีก 2 โครงการ อย่างโครงการหยุนลิน โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโครงการ APEX ที่จะประกอบไปด้วย โรงไฟฟ้าแสงแดด, โรงไฟพลังงานลม และระบบเก็บพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่งทั้ง 2 โครงการ มีกำลังการผลิตรวมกันกว่า 293 เมกะวัตต์


อัดงบลงทุน 3 หมื่นล้านบาท ขยายกำลังการผลิตเพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์

นอกจากการสร้างผลประกอบการให้มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องแล้ว ด้วยกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นในปัจจุบันที่ 6,996 เมกะวัตต์ บริษัทก็ยังได้แพลนขยายพอร์ตโฟลิโอของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่เพิ่มอีก 1,000 เมกะวัตต์ ภายใต้การอัดฉีดเม็ดเงินกว่า 30,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้บริษัทก็ได้ส่งซิกเตรียมปิดดีลซื้อกิจอย่างน้อยอีก 3 ดีลในปีนี้


โบรกฯ คาดกำไรปี 67 ที่ 10,878 ล้านบาท รับปัจจัยหนุนรอบด้าน

หลังจากที่เราพูดถึงแนวโน้มธุรกิจกันไป ขอพาผู้นักลงทุนมาดูมุมมองจากนักวิเคราะห์กันว่าจะเป็นเช่นไร ซึ่งนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ได้คาดการณ์กำไรปี 2567 ที่ 10,878 ล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่เติบโตจากปีก่อนหน้าถึง 7.8%


โดยปัจจัยขับเคลื่อนก็คือดีลใน Compass Portfolio ที่สหรัฐฯ กำลังผลิต 1,304 เมกะวัตต์ ที่จะเข้ามาเสริมกำไรตั้งแต่ไตรมาส 1/67 เป็นต้นไป ตามด้วยการเข้าลงทุนใน CDI (ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในอินโดนีเซีย) รวมไปถึงส่วนแบ่งกำไรเพิ่มขึ้นมจากโครงการ Hydro ในลาว และการ COD เพิ่มเติมของโครงการหยุนลิน Yunlin


และจากพื้นฐานธุรกิจข้างต้น ผนวกกับมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงและสัญญาณการไหลกลับเข้ามาของฟันด์โฟลว์ต่างชาติ จึงเป็นหุ้นที่อาจจะต้อง “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” และราคาเป้าหมายที่ 193 บาท เพราะแนวโน้มกำไรไตรมาส 4/66 อ่อนแอ นักลงทุนก็อาจจะรอ “ซื้อ” หลังประกาศงบปี


แตกต่างจากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่มองว่าราคาหุ้นอาจจะถูกฉุดจากผลประกอบการที่น่าผิดหวังในไตรมาส 4/66 ทำให้นักลงทุนควรรอดูไปก่อนและค่อยกลับมาพิจารณาลงทุนใหม่ ส่วนใครที่ลงทุนอยู่ก็อาจจะ “ถือ” โดยให้ราคาเป้าหมายที่ 138 บาท