Official Update :

สรุปงบหุ้นโรงกลั่นไตรมาสแรก สต๊อกเกนหนุนกำไรสุทธิโต

ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างโดดเด่น ซึ่งเป็นผลบวกต่อหุ้นโรงกลั่นเนอย่างมาก ที่ทำให้ในช่วงไตรมาส 1/64 นี้ได้บันทึกกำไรสต็อกน้ำมัน หรือ stock gain เข้ามาเป็นจำนวนมากส่งผลให้หุ้นในกลุ่มนี้รายงานผลประกอบการของมาอย่างโดดเด่น และในแต่ละบริษัทจะมีความน่าสนใจแค่ไหน วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


สำหรับหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นที่ครองใจนักลงทุนเสมอมาประกอบด้วย บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP และ บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC



PTTGC
กำไรสุทธิ 9,694.86 ล้านบาท

เริ่มจาก PTTGC โดย ล่าสุดรายงานไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 9,694.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 8,784.11 ล้านบาท โดยบริษัทรับรู้ผลกำไรจากสต๊อกน้ำมัน และการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Stock Gain Net Reversal of NRV) เป็นกำไรรวม 2,296 ล้านบาทจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 8,906 ล้านบาท โดยมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย, ภาษี, ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA เท่ากับ 16,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนเท่ากับ 2,558 ล้านบาท


ทั้งนี้งวดไตรมาส 1/64 มีรายได้จากการขายรวม 101,864 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาส 4/63 และเพิ่มขึ้น 9% จากไตรมาส 1/63 เป็นผลมาจากราคาขายของทุกผลิตภัณฑ์ที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้น


ขณะเดียวกันบริษัท มีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากแผนการปิดซ่อมบำรุงตามแผนที่น้อยกว่าในไตรมาส 1/63 ทำให้บริษัท มีกำไรจากการดำเนินงานปกติ (ไม่รวมผลกำไรจากสต๊อกน้ำมันและการกลับรายการมูลค่าสุทธิที่จะได้รับของสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ ผลขาดทุนทางบัญชีจากอัตราแลกเปลี่ยน ผลขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยง และรายการพิเศษอื่น ๆ) ในไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 8,769 ล้านบาท โดยบริษัทฯ มี Adjusted EBITDA ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 14,108 ล้านบาท



IRPC
ราคาขายเพิ่มขึ้น 25%

ต่อมา IRPC โดยนายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 5,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 8,905 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายสุทธิ 48,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 เป็นผลมาจากราคาขายเพิ่มขึ้น 25% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น


ทั้งนี้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 6,965 ล้านบาท (13.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น 13% สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้งปิโตรเลียมและปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 11,967 ล้านบาท หรือ 23.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 59% โดยมี EBITDA เท่ากับ 8,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6,436 ล้านบาท


สาเหตุหลักจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5,002 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6,811 ล้านบาท  ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากราคาเฉลี่ย 44.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เป็น 60.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 1 ปีนี้



TOP
พลิกกำไรสุทธิ 3,360 ล้านบาท

ขณะที่ TOP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/64 พลิกกำไรสุทธิ 3,360 ล้านบาท จากไตรมาส 1/63 ที่ขาดทุนสุทธิ 13,754.49 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 4,656 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ามัน 10,772 ล้านบาทในไตรมาส 1/63


ประกอบกับมีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 109 ล้านบาท ในขณะที่มีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 3,480 ล้านบาทในไตรมาส 1/63 เมื่อรวมกับผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8,272 ล้านบาท จากไตรมาส 1/63 ที่ขาดทุน 12,248 ล้านบาท



BCP
กำไรจากสต๊อกน้ำมัน 2,473 ล้านบาท

ส่วน BCP โดยนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ รายงานว่าในช่วงไตรมาส 1/64 บริษัทมีกำไรสุทธิ 2,283.50 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 4,660.77 ล้านบาท ทั้งนี้มี EBITDA จำนวน 4,737 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 286% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และเพิ่มขึ้น 72% จากไตรมาสก่อนหน้า


โดยมี กำไรจากสต๊อกน้ำมัน 2,473 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2.8 พันล้านบาท เนื่องจากราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประกอบกับการวางแผนทยอยเก็บสำรองน้ำมันดีเซลไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน ปี 2563 ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นทุนราคาน้ำมันต่ำ เพื่อนำมาจำหน่ายในช่วงที่โรงกลั่นหยุดซ่อมบำรุง ซึ่งมีกำไรจากการเก็บสำรองดังกล่าวกว่า 600 ล้านบาท ทั้งนี้ปัจจัยหนุนดังกล่าวช่วยลดผลกระทบของค่าการกลั่นพื้นฐานที่ยังอยู่ในระดับต่ำ จากการที่โรงกลั่นบางจากฯ หยุดซ่อมบำรุงครั้งใหญ่ตามวาระ (Major Turnaround)


ด้านบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บอกว่า กำไรที่เพิ่มขึ้นอย่างมากดังกล่าว  BCP บันทึกกำไรจากสต็อกน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ 2.2 พันล้านบาท จากที่ขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน 2.8 พันล้านบาทในไตรมาส 1/63 และ 8 ล้านบาทในไตรมาส 4/63 หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบดูไบขยับเพิ่มขึ้น



SPRC
กำไรสุทธิอยู่ที่ 2,006 ล้านบาท

และสุดท้าย SPRC ในไตรมาสที่ 1/2564  SPRC มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,006 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 8,272.93 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อกำไรจากสต๊อกน้ำมัน โดยบริษัทมีรายได้รวม 36,944 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 32,708 ล้านบาท โดยมี EBITDA จำนวน 3,246 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 9,622 ล้านบาท


โดยมีปัจจัยหลักคือกำไรจากสต๊อกน้ำมัน อันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบ หักกลบกับค่าการกลั่นตลาดที่อ่อนตัวลงเล็กน้อย โดยโครงการปรับปรุงกระแสเงินสด สามารถช่วยเพิ่มค่าการกลั่นได้สูงสุดและรักษาระดับค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานให้อยู่ในระดับต่ำ ส่งผลให้ในไตรมาสที่ 1/2564 นี้ บริษัทฯ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1.62 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล


ด้านนักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) บอกว่า ไตรมาส 1/64 บริษัทมีการรับรู้กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (stock gain) ที่ประมาณ 2.7 พันล้านบาท เทียบกับขาดทุน 9.3 พันล้านบาทในไตรมาส 1/63



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”