สรุปงบไตรมาสแรกกลุ่ม PTT มีกำไรสุทธิรวมกัน 68,732 ล้านบาท
ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/63 กันเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับกลุ่มบริษัทในตระกูลเครือ PTT โดยผลประกอบการในไตรมาสแรกของปีนี้ทุกกลุ่มบริษัทสามารถพลิกกลับมากำไรสุทธิได้ โดยหลักเด่นๆคงจะหนีไม่พ้นจากธุรกิจ ปิโตรเคมีและโรงกลั่นที่สามารถพลิกกลับมามีกำไรได้จากการบันทึกผลกำไรสต๊อกน้ำมัน โดยทั้งกลุ่มมีกำไรสุทธิรวมกันกว่า 68,732 ล้านบาท ทั้งนี้ใครสามารถทำกำไรได้ดีที่สุด Wealthy Thai จะเล่าให้ฟัง
PTT
บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/64 จำนวน 32,588 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34,142 ล้านบาท หรือมากกว่า 100% จากไตรมาสเดียวกันปีที่แล้วตามที่มีผลขาดทุนสุทธิ 1,554 ล้านบาท โดยมีEBITDA ที่เพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งการรับรู้รายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำในไตรมาสแรกปีนี้ รวมถึงขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้สกุลต่างประเทศในไตรมาสแรกปีนี้ลดลงตามค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง น้อยกว่าไตรมาสแรกปีก่อน แม้ว่าจะมีการรับรู้ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์และภาษีเงินได้ที่เพิ่มขึ้น
โดยในไตรมาส 1/64 บริษัทมีกำไรจาการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ต้นทุนทางการเงิน และภาษีเงินได้ (EBITDA) จำนวน 102,997 ล้านบาท จากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ โดยหลักมาจากกลุ่มปิโตรเคมีและการกลั่น ซึ่งธุรกิจการกลั่นมีกำไรขั้นต้นจากการกลั่นที่รวมผลกระทบจากสต๊อกน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็น 6.9เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากเดิมอยู่ที่ 2.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
PTTEP
บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 11,533.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 8,612.48 ล้านบาท (หรือเทียบเท่า มีกำไรสุทธิ 376 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 37% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 275 ล้านดอลลาร์
โดยสาเหตุที่กำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการรับรู้กำไรจากการซื้อธุรกิจในราคาต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรมของโครงการโอมาน แปลง 61 จำนวน 350 ล้านดอลลาร์ รวมทั้งภาษีเงินได้ลดลง 260 ล้านดอลลาร์ สุทธิกับรายได้จากการขายลดลง 91 ล้านดอลลาร์ และมีการรับรู้ขาดทุน จากเครื่องมือทางการเงินจำนวน 98 ล้านดอลลาร์ (ไตรมาส 1/63: รับรู้กำไร 222 ล้านดอลลาร์ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการ สำรวจปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 110 ล้านดอลลาร์
ทั้งนี้ในไตรมาส 1/64 มีรายได้รวม 1,779 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 54,034 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับ 1,348 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 40,494 ล้านบาท) ในไตรมาส 4/63 โดยหลักมาจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นเป็น 1,391 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 42,136 ล้านบาท) ซึ่งเป็นผลมาจากราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยที่สูงขึ้น 10% มาอยู่ที่ 40.38 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เนื่องมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ประกอบกับในไตรมาสแรกนี้ บริษัทมีกำไรจากรายการที่ไม่ใช่การดำเนินงานปกติ (Non-recurring item) เพิ่มขึ้น จากการซื้อสัดส่วนการลงทุน 20% ในโครงการโอมาน แปลง 61 ในราคาที่ต่ำกว่ามูลค่ายุติธรรม จำนวน 350 ล้านดอลลาร์ (เทียบเท่า 10,772 ล้านบาท)
ในไตรมาส 1 นี้ บริษัทมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ย 382,877 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากไตรมาสที่แล้วซึ่งมีปริมาณ 381,285 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และเมื่อเปรียบเทียบช่วยเดียวกันปีก่อนที่มีปริมาณการขายเฉลี่ย 363,411 บาร์เรล เทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน พบว่าปริมาณการขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น โดยหลักจากโครงการบงกช และโครงการคอนแทร็ค 4 เนื่องจากผู้ซื้อรับก๊าซธรรมชาติในปริมาณที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งโครงการพีดีโอ (แปลง 6) ที่มีการขายน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น ในขณะที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงเป็น 40.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (สำหรับไตรมาส 1 ปี63: 44.81 ดอลลาร์ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)
TOP
บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 1/64 พลิกกำไรสุทธิ 3,360 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 124.42% จากไตรมาส 1/63 ที่ขาดทุนสุทธิ 13,754.49 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 4,656 ล้านบาท เทียบกับผลขาดทุนจากสต๊อกน้ามัน 10,772 ล้านบาทในไตรมาส 1/63
ประกอบกับมีการกลับรายการมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 109 ล้านบาท ในขณะที่มีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป 3,480 ล้านบาทใน Q1/63 เมื่อรวมกับผลขาดทุนจากเครื่องมือทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง ส่งผลให้กลุ่มไทยออยล์มี EBITDA เพิ่มขึ้น 20,520 ล้านบาท
โดยกลุ่มไทยออยล์มีปริมาณวัตถุดิบที่ป้อนเข้าสู่กระบวนการผลิตของกลุ่มลดลง จากการปรับแผนการผลิตให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 และมีปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ลดลง ส่งผลให้มีรายได้จากการขายลดลง 3,120 ล้านบาท
PTTGC
นางสาวภัทรลดา สง่าแสง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิ งวดไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 9,695 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 8,784 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 51% จากไตรมาสก่อนที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,405 ขณะที่บริษัทมีรายได้จากการขายงวดไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 101,864 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 93,036 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 16% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 87,555 ล้านบาท
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากราคาขายของทุกผลิตภัณฑ์ที่ปรับขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และผลิตภัณฑ์ต่อเนื่อง จากอุปสงค์ของผลิตภัณฑ์ตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับเพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทมีปริมาณการขายเพิ่มขึ้น จากแผนการปิดซ่อมบำรุงตามแผนที่น้อยกว่าในไตรมาส 1/2563
โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมีผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุจากราคาผลิตภัณฑ์ เม็ดพลาสติกโพลีเอทิลีน (PE) เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 19% และสูงกว่าไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 45% ส่งผลให้กลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องมี Adjusted EBITDA Margin ในไตรมาสนี้อยู่ที่ 26% ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2563 และไตรมาส 1/2563
ขณะที่ในส่วนของธุรกิจโรงกลั่น สภาพตลาดโดยรวมปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า จากความมีประสิทธิภาพของการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในหลายประเทศ ส่งผลให้ความต้องการในการใช้น้ำมันปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ โดยบริษัทยังคงปรับรูปแบบการผลิตโดยปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันอากาศยานและเปลี่ยนไปผลิตเป็นน้ำมันดีเซลตามภาวะความต้องการน้ำมันอากาศยานที่ลดลง ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ธุรกิจโรงกลั่นมีค่าการกลั่น (GRM) อยู่ที่ 3.17 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่ปรับตัวลดลงจากไตรมาส 1/2563 ตามทิศทางส่วนต่างราคาดีเซลกับน้ำมันเตากำมะถันต่ำ (Low Sulfur Fuel Oil : LSFO) กับน้ำมันดิบดูไบเป็นสำคัญ
สำหรับธุรกิจอะโรเมติกส์ มีส่วนต่างผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ (BTX P2F) อยู่ที่ 142 เหรียญสหรัฐต่อตัน ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามทิศทางความต้องการการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ แต่ลดลงจากไตรมาส 1/2563 สาเหตุหลักมาจากราคาวัตดุดิบคอน เดนเสทปรับตัวเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ และปรับตัวขึ้นในอัตราส่วนที่สูงกว่าราคาผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้บริษัทมีส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนที่ บริษัทรับรู้จำนวน 1,900 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากทั้งไตรมาส 4/2563 และไตรมาส 1/2563 เป็นผลจากผลประกอบการในทุกบริษัทร่วม ค้าและบริษัทร่วมดีขึ้น โดยเฉพาะบริษัทในกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี
IRPC
นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/2564 มีกำไรสุทธิ 5,581 ล้านบาท เพิ่มขึ้น จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่ขาดทุน 8,905 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายสุทธิ 48,388 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2563 เป็นผลมาจากราคาขายเพิ่มขึ้น 25% ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตตามราคาตลาด (Market GIM) อยู่ที่ 6,965 ล้านบาท (13.68 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล) เพิ่มขึ้น 13% สาเหตุหลักจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ทั้งปิโตรเลียมและปิโตรเคมีส่วนใหญ่ปรับตัวสูงขึ้น และมีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี (Accounting GIM) จำนวน 11,967 ล้านบาท หรือ 23.51 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 59% โดยมี EBITDA เท่ากับ 8,783 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6,436 ล้านบาท
สาเหตุหลักจากกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวมเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 5,002 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุน 6,811 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นมากจากราคาเฉลี่ย 44.62 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 4 ปีที่แล้ว เป็น 60.01 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในไตรมาส 1 ปีนี้
GPSC
นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า บริษัทมีกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/2564 อยู่ที่ 1,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 1,580 ล้านบาท และเพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 1,458 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/2564 บริษัทมีรายได้จากการดำเนินงาน 16,624 ล้านบาท ลดลง 9% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 18,308 ล้านบาท แต่เพิ่มขึ้น 1% จากไตรมาสก่อนอยู่ที่ 16,532 ล้านบาท
โดยสาเหตุที่กำไรปรับเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักมาจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรีและกำไรจากการขายหุ้น ในบริษัท โกลบอล รีนิวเอเบิล เพาเวอร์ จำกัด (GRP) ในสัดส่วน 50% ให้กับบริษัท ปตท. โกลบอล แมนเนจเม้นท์ จำกัด (PTTGM) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2564 ทำให้บริษัทรับรู้รายได้จากการขายหุ้น ดังกล่าว
รวมถึงเงินปันผลรับจากบริษัท ราชบุรีเพาเวอร์ จำกัด แม้ว่าผลจากการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าผู้ผลิตอิสระ (IPP) ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน และโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพี ทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลง แต่กลุ่มโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) มี margin สูงขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติและราคาถ่านหิน รวมถึงความต้องการใช้ไอน้ำที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ บริษัทรับรู้มูลค่า Synergy จากการควบรวมกิจการสุทธิหลังภาษีจำนวน 224 ล้านบาท ในไตรมาส 1/2564 ซึ่งส่วนหลักได้รับ จากการบริหารจัดการงานซ่อมบำรุงรักษา การใช้โครงข่ายไฟฟ้าและไอน้ำร่วมกัน และการบริหารจัดการเถ้าถ่านหิน (Coal ash) อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2564 บริษัทและบริษัทย่อยมีกระแสเงินสดสุทธิได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานจำนวน 6,103 ล้านบาท โดยเป็นกระแสเงินสด ได้มาจากกิจกรรมดำเนินงานในระหว่างงวดจำนวน 6,203 ล้านบาท และเป็นการจ่ายชำระค่าภาษีเงินได้จำนวน 100 ล้านบาท
OR
บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR รายงานผลประกอบการไตรมาส 1/64 มีกำไรสุทธิ 4,003 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111%จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,898.34 ล้านบาท โดยบริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 118,460 ล้านบาท ลดลง 9.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งลดลงทั้งในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ธุรกิจ Non-oil และกลุ่มธุรกิจต่างประเทศ จากปริมาณขายโดยรวมที่ลดลง โดยมีผลิตภัณฑ์อากาศยานเป็นหลัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจาการระบาดโควิด-19 ขณะที่ภาพรวมราคาขายเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์น้ำมันปรับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันในตลาดโลก หนุนกำไรขั้นต้นอยู่ที่ อยู่ที่ 10,108 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34%
