Top 3 บริษัทที่มีกำไร-ขาดทุนมากสุด ในตลาดหุ้นไทยประจำปี 66
จบไปแล้วสำหรับการรายงานผลประกอบการรอบปี 2566 ซึ่งก็มีหลายบริษัทที่รายงานกำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่น และก็มีอีกหลายบริษัทเช่นกันที่ผลประกอบการไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ซึ่งครั้งนี้ Wealthy Thai ได้รวบรวมบริษัทที่มีกำไรมากที่สุด และขาดทุนมากที่สุด 3 อันดับแรกมาฝากนักลงทุน สำหรับรอบผลประกอบการปี 2566
จากการสำรวจข้อมูลผ่าน setsmart พบว่า บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ยังคงเป็นบริษัทที่มีกำไรสุทธิมากสุดในตลาดหุ้นไทยมาอย่างต่อเนื่อง รองลงมาเป็นบริษัทลูกอย่าง บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท เอสซีบี เอกซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB
แต่ในอีกฝั่ง พบว่า มีความน่าสนใจอย่างมาก โดยบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ผลประกอบการปี 2566 เป็นบริษัทที่มีผลขาดทุนสุทธิมากที่สุดในตลาดหุ้นไทย รองลงมาเป็น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL
สำหรับแนวโน้มการเติบโตของหุ้นรายตัว เริ่มกันที่ PTT นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดกำไรปี 2567 ที่ 100,505 ล้านบาท ลดลง 3% จากธุรกิจก๊าซฯที่อัตรากำไรลดลงมาก ตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและธุรกิจS&M ส่งคืนค่า shotfall 4,300 ล้านบาท รวมถึงกำไรของบริษัทลูกที่ลดลงจากฝั่งของต้นน้ำที่ราคาขายเฉลี่ยลดลง แต่ยังคงคำแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเหมาะสม 39 บาท โดยรอให้ผ่านช่วงกำไรไตรมาส 1/67 ที่ลดลงไปก่อนค่อยเข้าเก็งกำไร
ถัดมาที่ PTTEP นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประมาณการกำไรปี 2567 ที่ 68,064 ล้านบาท ลดลง 15% โดยกำไรชะลอตัวตามแนวโน้มราคาขายราคาน้ำมัน–ก๊าซธรรมชาติ
แต่ยังมีมมุมมองบวกต่อการลงทุนหุ้นในระยะสั้น จากการประกาศกำไรไตรมาส 4/66 และเงินปันผลงวดที่สูงกว่าคาด ดังนั้น ระยะสั้นสามารถเก็งกำไรลุ้นการฟื้นตัวตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ราคาเหมาะสม 165 บาท
ต่อมา SCB นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) คาดกำไรปี 2567 ที่ 45,091 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.6% จากการควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างกลุ่มธุรกิจใหม่ให้สามารถมีกำไรเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของกลุ่มธุรกิจธนาคาร ดังนั้น ยังคงแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสม 118 บาท
ทางด้าน TRUE นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่าปี 2567 จะพลิกมีกำไรที่ 3,677 ล้านบาท จากรายได้ที่แข็งแกร่งและการลดต้นทุนจาก synergy รวมถึงการตั้งสำรองในไตรมาส 4/66 จะช่วยปูพรมให้ค่าใช้จ่ายลดลงในปี 2567 ดังนั้น จึงให้คำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเหมาะสมที่ 8.30 บาท
ขณะที่ TU นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่าปี 2566 มีขาดทุนสุทธิ -13,933 ล้านบาท แต่มีกำไรปกติ 4,762 ล้านบาท ซึ่งในปี 2567 คาดว่าจะมีกำไรปกติอยู่ที่ 5,875 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จากธุรกิจทั้งทูน่ากระป๋อง Petfood มีความต้องการฟื้นตัว ส่วนธุรกิจอาหารทะเลแช่แข็งจะฟื้นตัวเช่นเดียวกัน หลังปรับโครงสร้างธุรกิจ ดังนั้น แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย 17.50 บาท
สุดท้าย IVL นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) ให้ คาดว่าในปี 2567 จะมีกำไรอยู่ที่ 8,992 ล้านบาท พลิกมีกำไร จากขาดทุนสต๊อกที่ลดลง, core EBITDA/ton ที่ฟื้นตัวขึ้น ตามการฟื้นของทั้ง PETที่ oversupply ลดลงจากมีการลด run ของโรงผลิตในจีนมากขึ้นรวมถึง demand ฟื้นตัว, IOD ความต้องการใช้ของ U.S. ฟื้นตัว และ Fibers ที่ความต้องการใช้กลุ่มยานยนต์และจากประเทศจีนฟื้นตัว จึงแนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเหมาะสมที่ 26.50 บาท

