STA มั่นใจผลงานปี 67 พลิกกำไร พร้อมทุ่มงบลงทุน 2 พันลบ. ขยายกำลังผลิตแตะ 3.8 ล้านตัน

STA คาดผลงานปี 2567 พลิกเป็นกำไร รับดีมานด์จีนฟื้น-คุมเข้มค่าใช้จ่าย พร้อมทุ่มงบกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท ขยายโรงงาน 4 แห่ง คาดเสร็จสิ้นภายในปีนี้ หนุนกำลังผลิตรวมแตะ 3.86 ล้านตัน มองภาพรวมอุตสาหกรรมยางฟื้น เดินหน้าเปิดตัวยางมีพิกัด ชูมาร์จิ้นสูง ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 50% ภายในปี 2568


นายวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่และกรรมการบริหาร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ STA เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการปี 2567 จะสามารถพลิกกลับเป็นบวกได้ จากปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 434.37 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ตามการขยายกำลังการผลิตยางแท่ง น้ำยางข้น และอื่นๆ รวมถึงความต้องการยางพาราจากตลาดจีนซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักฟื้นตัวดีขึ้น ควบคู่ไปกับการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง


โดยบริษัทวางเป้าหมายปริมาณการขายยางทุกประเภทในปี 2567 ที่ 1.5 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อนที่มีปริมาณการขายรวม 1.3 ล้านตัน โดยมุ่งเน้นการบริหารสต๊อกยางพาราให้สอดคล้องกับความต้องการ และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยนำเทคโนโลยีระบบ Automation เข้ามาใช้ภายในโรงงานเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง


สำหรับการเพิ่มกำลัง บริษัทวางงบลงทุนไว้ราว 1,500-2,000 ล้านบาท เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตโรงงาน 4 แห่ง ได้แก่ โรงงานที่จ.พิษณุโลก โรงงานจ.มุกดาหาร โรงงานจ.นราธิวาส และโรงงานที่เมียนมา โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นภายในปี 2567 ส่งผลให้บริษัทจะมีกำลังการผลิตยางแท่ง น้ำยางข้น และอื่นๆ เพิ่มขึ้นเป็น 3.8 ล้านต้น จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.66 ล้านตัน


นอกจากนี้ บริษัทยังได้เปิดตัว ยางมีพิกัด (GPS) เพื่อตอบรับมาตรการหรือกฎหมายจากทั่วโลกที่ต้องการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของยางธรรมชาติที่จำหน่าย โดยมีเป้าหมายจำนวนเกษตรกรและผู้ค้ายางที่จะทำยางมีพิกัดกับศรีตรัง จำนวน 100,000 ราย ภายในสิ้นปี 2567 และขยายเพิ่มขึ้นเป็น 220,000 ราย ภายในสิ้นปี 2568


ทั้งนี้ ยางมีพิกัดจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนให้บริษัทมีการเติบโต เนื่องจากเป็นยางที่มีมาร์จิ้นดีกว่ายางปกติ สามารถช่วยบริหารจัดการในช่วงที่ราคายางในตลาดผันผวนได้ โดยปลายปี 2568 บริษัทตั้งเป้าหมายมีสัดส่วนรายได้จากการขายยางมีพิกัดอยู่ที่ 50% ของรายได้รวม


ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการส่งออกกราว 90% แบ่งเป็น ลูกค้าในจีนประมาณ 50% รองลงมาเป็นลูกค้าในยุโรป 30% และลูกค้าในสหรัฐฯ อีก 10% ส่วนที่เหลือประมาร 10% เป็นกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ อีกทั้งยังมุ่งขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ไม่จำกัดเพียงแค่กลุ่มอุตสาหกรรมยางล้อเท่านั้น


ส่วนภาพรวมอุตสาหกรรมยางธรรมชาติในปี 2567 มีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อน โดยมีปัจจัยส่งเสริมจากดีมานด์ยางในยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่เริ่มฟื้นตัว จากการที่ลูกค้าได้ระบายสินค้าคงคลังจนกลับมาอยู่ในระดับปกติ ประกอบกับความกังวลต่อปรากฏการณ์เอลนีโญที่มีผลให้ฝนตกลดลงและกระทบต่อผลผลิตยางที่ออกสู่ตลาด


อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศจีนเริ่มฟื้นตัวก็จะเป็นปัจจัยที่ส่งผลดีต่อภาพรวมดีมานด์อุตสาหกรรมยางธรรมชาติ เนื่องจากจีนเป็นผู้บริโภคยางรายใหญ่ของโลก ขณะที่สถานการณ์ราคายางธรรมชาติเริ่มทยอยเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยราคาเฉลี่ยยาง TSR 20 ณ ตลาด SICOM ในเดือนมกราคม - เดือนกุมภาพันธ์ 2567 อยู่ที่ 152.7 – 155.1 เซนต์ต่อกิโลกรัม เพิ่มขึ้นจากจากราคาเฉลี่ยเดือนธันวาคมอยู่ที่ 145.4 เซนต์ต่อกิโลกรัม หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้นราว 5-7%
Most Viewed
Fun of Funds
“PROSPECT REIT” ลงทุนเพิ่ม “ครั้งที่5” โครงการ “BFTZ 4” ก้าวย่างสู่การเติบโต ดันพอร์ตแตะ 1.5 หมื่นล้านบาท… เปิดให้จองซื้อวันที่ 7 – 14 ก.ย. 26 นี้ !!!
Updated 1 day ago
News Highlight
TOA ผนึกพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยสู่ ‘Green Ecosystem’ ยกระดับมาตรฐาน Sustainable Construction สร้างอนาคตใหม่ที่ยั่งยืน
Updated 8 hours ago
Stock of the Day
กนง. คงดอกเบี้ยตามคาด โบรกฯ ชี้บวกหุ้นแบงก์ใหญ่ BBL-KBANK-KTB-SCB เด่นสุด ชูอีก 4 กลุ่มรับเศรษฐกิจฟื้น-ดอกเบี้ยต่ำ
Updated 1 day ago
News Highlight
TS Food เดินเกมใหญ่ คว้าตัว ดร.กุลยา ตันติเตมิท อดีตอธิบดีสรรพากร นำทัพขยายธุรกิจอาหาร
Updated 1 day ago
Stock of the Day
“เอกนิติ” หวังหุ้นไทย ปีนี้แตะ 2,000 จุด เผยลงทุน Q2 โต 14% สูงสุดรอบ 11 ปี เร่งดึงทุนต่างชาติรับโอกาสย้ายฐานผลิต
Updated 1 day ago
Follow Us