Official Update :

5 หุ้นโรงไฟฟ้ารายใหญ่ของไทย ปี 67 กำไรจะเติบโตอย่างโดดเด่น

อีกหนึ่งกลุ่มหุ้นที่นักลงทุนถามมาอยู่บ่อยครั้ง อย่าง “โรงไฟฟ้า” ล่าสุดประกาศผลประกอบการปี 2566 ออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว แนวโน้มการเติบโตในปี 2567 ของบริษัทเหล่านี้จะเป็นอย่างไร Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


เริ่มกันที่ GULF นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คงแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย 50 บาท (รวมมูลค่าโครงการระหว่างเจรจาแล้ว) สามารถซื้อเก็งกำไรรับความคืบหน้าการลงนาม PPA และความคืบหน้าการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบ 2 ในช่วงไตรมาส 2/67 ได้


ทั้งนี้คงมุมมองกำไรปกติ 2567 ราว 20,963 ล้านบาท เติบโต 36% จากปีก่อน เนื่องจากได้แรงหนุนรายได้ที่เพิ่มตามการทยอย COD กำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ รวมทั้งอัตรากำไรขายไฟ IU ฟื้นจากต้นทุนก๊าซฯที่ลดลงเร็วกว่าค่า Ft และส่วนแบ่งกำไรฯจากโรงไฟฟ้า Jackson ฟื้นตัวหลัง hedging ความเสี่ยงต้นทุน ปริมาณผลิตไฟเพิ่ม และ PTTNGD ต้นทุนก๊าซฯ ลดลงต่อเนื่อง


ขณะที่ GPSC นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 57 บาท โดยแนวโน้มไตรมาส 1/67 ฟื้นตัวจากไตรมาสก่อน เนื่องจากราคาขายไฟฟ้าสำหรับกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นตามค่าไฟฟ้าที่ 4.18 บาท/หน่วย, ต้นทุนเชื้อเพลิงลดลง, ค่าใช้จ่ายกลับสู่ระดับปกติ


โดยช่วงที่เหลือของปีคาดอัตรากำไรของธุรกิจโรงไฟฟ้า SPP ปรับตัวขึ้นสอดคล้องราคาพลังงานในตลาดโลกลดลงหลังผ่าน High Season ในฤดูหนาว, การเร่งผลิตก๊าซในอ่าวไทยช่วยลดสัดส่วนนำเข้า LNG ที่ราคาสูง, ทิศทางค่าไฟฟ้าประคองตัวเพื่อลดภาระค่าเชื้อเพลิงคงค้างของผู้ผลิตไฟฟ้า, การปิดซ่อมบำรุงลดลง, รับรู้กำลังผลิตใหม่จากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คงประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ที่ 5.3 พันล้านบาท เติบโต 45% จากปีก่อน


ต่อกันที่ EGCO นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 132 บาท โดยคาดกำไรปี 2567 จะอยู่ที่ 9.7 พันล้านบาท เติบโต 3.9% จากปีก่อน และคาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในไตรมาส 1/67 จะเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน


โดยเป็นผลมาจากรายได้ equity income สูงขึ้นจากโครงการ Compass ในสหรัฐ โรงไฟฟ้าก๊าซกำลังการผลิต 652MWe ซึ่งมีการปิดในไตรมาส 4/66 SBPL (มีการปิดซ่อมบำรุงสั้นลง)


ในขณะที่คาดว่ากำไรจากธุรกิจหลักในปี 2567 จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เนื่องจากมีการรับรู้ผลการดำเนินงานเต็มปี จากโครงการ Compass ในสหรัฐ


อีกทั้งรายได้ equity income จาก XPCL เพิ่มขึ้น เนื่องจากผลของ El Nino ผ่านช่วง peak ไปแล้ว นอกจากนี้ยังคาดว่าความผันผวนของกำไร ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้จากการปรับโครงสร้างภายใน


ส่วน RATCH นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ปรับคำแนะนำลงเป็น “TRADING” และปรับราคาเหมาะสมลงเป็น 32 บาท โดยเบื้องต้นคาดกำไรปกติไตรมาส 1/67 ที่ระดับ 800-1,000 ล้านบาท เติบโตจากไตรมาสก่อน เนื่องจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าหงสาที่ฟื้นตัว และการเริ่มรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าหินกอง


ขณะที่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนคาดกำไรปกติลดลงหลังถูกกดดันจากส่วนแบ่งกำไรของโรงไฟฟ้าหงสาที่ลดลง (ไตรมาส 1/66 ไม่มีการปิดซ่อมบำรุง) และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น


โดยปรับกำไรปี 2567 ลง 18% เป็น 5,333 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีก่อน เนื่องจาก การนำส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้า Paiton ออกจากประมาณการหลังธุรกรรมดังกล่าวล่าช้าและยังไม่มีกรอบเวลาที่ชัดเจน (เดิมคาดรับรู้ส่วนแบ่งกำไรแบบเต็มปี)


และการปรับสมมติฐานต้นทุนทางการเงินขึ้นเป็น 4,233 ล้านบาท (เดิม 3,884 ล้านบาท) หลังกระบวนการปรับโครงสร้างของ NEHBV เพื่อลดต้นทุนทางการเงินใช้เวลานานกว่าที่ประเมินไว้ก่อนหน้า


ปิดท้ายกันที่ BGRIM นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด แนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 32 บาท โดยคงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 2.2 พันล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.3% จากปีก่อน หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่คาดจะค่อยๆทยอยฟื้นตัว จากต้นทุนก๊าซธรรมชาติสำหรับใช้ในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่คาดจะปรับตัวลดลง ตามทิศทางราคาน้ำมัน


โดยเบื้องต้นฝ่ายวิจัยยังคงสมมติฐานราคาก๊าซฯเฉลี่ยปี 2567 อยู่ที่ 350 บาท/ล้านบีทียู ลดลงจาก 380 บาท/ล้านบีทียูในปี 2566 และค่า Ft ปี 2567 ที่ 0.20 บาท/หน่วย ลดลงจาก 0.89 บาท/หน่วยในปีก่อนหน้า ภายใต้หลักความระมัดระวัง


โดยฝ่ายวิจัยจะมีการทบทวนสมมติฐานดังกล่าวอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ภายหลังจากที่มีการประกาศค่า Ft ใหม่ ในรอบถัดไป


นอกจากนี้คาดยังมีแรงหนุนบางส่วนจากการรับรู้โครงการที่ทยอยเปิด COD ในปี 2566 กำลังการผลิตรวม 226 MWe ได้เต็มที่ทั้งปี และโครงการใหม่ที่คาดจะทยอย COD ในปี 2567 อีกราว 37.8 Mwe