SCC ราคาร่วงจากต้นปีกว่า 15% โบรกฯ กังวลโครงการ LSP กดกำไร แห่ปรับคำแนะนำเป็น “ถือ” กับ “ขาย”
ในช่วงสัปดาห์นี้ หากนักลงทุนที่ได้ติดตามข่าวสารของบริษัทจดทะเบียนไทย จะพบว่าหลายบริษัทได้เผชิญข่าวด้านลบจนทำให้ราคาหุ้นนั้น สะท้อนรับกับข่าวด้วยเช่นกัน ซึ่งบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ก็มีกระแสเชิงลบเกี่ยวกับโครงการ LSP ในเวียดนามออกมาสร้างแรงกดดันต่อราคาหุ้น
โดยความเคลื่อนไหวของราคาหุ้น SCC ที่ปรับตัวลดลงกว่า 4.44% ในสัปดาห์นี้ ก็ยังไม่ใช่จุดที่ปรับตัวลงมาสูงสุด ซึ่งจากการสำรวจข้อมูลความเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจากต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 21 มี.ค. 67) พบว่ามีการปรับตัวลดลงกว่า 15.69% มาอยู่ที่ระดับราคา 258 บาท
แต่อย่างไรก็ดี การปรับตัวลงของราคาหุ้นในครั้งนี้ จะเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าไปสะสมหุ้นอีกครั้งหรือจะต้องหาจังหวะการลงทุนต่อไปในอนาคต ในวันนี้ทางเราก็ได้มาพร้อมกับมุมมองจากนักวิเคราะห์เพื่อนำเสนอให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจกัน
เริ่มกันที่นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ได้ให้คำแนะนำ “ถือ” ราคาเป้าหมายที่ 290 บาท จากการปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 2567 ลง จากผลประกอบการของโครงการ LSP ที่แย่กว่าคาด และมุมมองเชิงลบต่อธุรกิจปิโตรเคมี จากแรงกดดันของอุปทานใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในตลาด
สำหรับกำไรปี 2567 ได้ปรับลดประมาณการลง 29% เหลือ 1.65 หมื่นล้านบาท เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายจากโครงการ LSP ที่สูงกว่า โดยโครงการ LSP เริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงไตรมาส 1/67 ขณะที่แนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 1/67 จะฟื้นตัวจากไตรมาสก่อนหน้า ตามธุรกิจเคมีคอลและบรรจุภัณฑ์
ฟากนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่าโครงการ LSP ในเวียดนามของ SCC ต้องหยุดการผลิตเพราะอุปกรณ์หลักได้รับความเสียหาย พร้อมกับคาดต้องเลื่อนวันเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ (COD) ของ LSP จากเดือนเม.ย. เป็นเดือนมิ.ย. 2567
ทั้งนี้โครงการ LSP ของ SCC เริ่มผลิต PE/PP ในปี 2566 โดยจัดหาวัตถุดิบจากผู้ประกอบการอื่นก่อนที่ cracker จะเปิดดำเนินงาน ดังนั้นการหยุดการผลิตของ complex ทั้งหมดจึงน่าจะทำให้เกิดการสูญเสียรายได้
ขณะที่ค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ยจ่ายของโรงงานปลายน้ำจะยังกระทบงบกำไรขาดทุนของ SCC ซึ่งประมาณการว่าจะทำให้ EBITDA หายไป 418-518 ล้านบาท/เดือน
พร้อมกันนี้ SCC น่าจะได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของสเปรดช่วงตั้งแต่ไตรมาส 1/67 ถึงปัจจุบันที่ค่อนข้างจำกัด เนื่องจากบริษัทมีปริมาณขายลดลงจากการที่ ROC และ LSP หยุดการผลิตในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น จึงยังแนะนำ “ขาย” ที่ราคา เป้าหมาย 270 บาท
