เปิดโผ 10 หุ้นส่งออก จ่อรับประโยชน์เงินบาทอ่อนค่า
“อัตราแลกเปลี่ยนและค่าเงิน” ถือเป็นปัจจัยที่มีผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนไทย โดยเฉพาะกลุ่มที่พึ่งพารายได้จากภาคการส่งออก ซึ่งล่าสุดในวันที่ 22 มี.ค.67 ค่าเงินบาทอยู่ที่ 36.34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า 5.9% เมื่อเทียบกับต้นปี 2567 นับเป็นการอ่อนค่ามากสุดในรอบ 5 เดือน
โดยนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน ให้มุมมองว่า แนวโน้มค่าเงินบาทยังมีทิศทางอ่อนค่าในช่วง 36.00 - 36.90 บาท/ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา ได้แก่ ทิศทางเงินทุนต่างชาติ ข้อมูลเงินเฟ้อ PCE พื้นฐานเดือนก.พ.ของสหรัฐฯ ตัวเลขส่งออกและดุลบัญชีเดินสะพัดเดือน ก.พ.ของไทย รวมถึงการเคลื่อนไหวของค่าเงินหยวนจีน และราคาทอง
สำหรับหุ้นและอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะได้รับผลบวกจาก “ค่าเงินบาทอ่อนค่า” ประกอบกลุ่มเกษตรและอาหาร เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ โดยเรียงลำดับทุกการอ่อนค่า 1 บาทจะส่งผลต่อกำไร ITC เพิ่มขึ้น 10%, AAI เพิ่มขึ้น 10%, TU เพิ่มขึ้น 7%, SUN เพิ่มขึ้น 3% และ PLUS เพิ่มขึ้น 2%
ถัดมากลุ่มอิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกต่างประเทศ โดยเรียงลำดับการอ่อนค่าทุกๆ 1 บาท จะส่งผลให้กำไรเพิ่มขึ้น ทำให้กำไร KCE จะเพิ่มขึ้น 6% และ HANA เพิ่มขึ้น 5%
กลุ่มท่องเที่ยว ได้อานิสงส์จากค่าเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งทำให้ชาวต่างชาติสนใจมาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ายุโรปและสหรัฐ สำหรับหุ้นที่จะได้ประโยชน์เรียงตามลำดับ ได้แก่ ERW (สัดส่วนรายได้ในไทย 88%), CENTEL (สัดส่วนรายได้ในไทย 80%) และ AOT จะได้ประโยชน์จากจำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ได้ผลกระทบเชิงบวกจากค่าเงินบาทอ่อน เนื่องจากมีรายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออก ได้แก่ MEGA ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 5%, EPG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 3%- 4% และ TOG ประเมินทุกๆ 1 บาทที่อ่อนค่า ทำให้กำไรเพิ่มขึ้น 3% - 4%

