ส่องเกณฑ์ใหม่ SET50-SET100 หุ้นไหนได้ประโยชน์
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะประกาศกลุ่มหุ้นที่ได้รับการเข้าคำนวณใน SET50 และ SET100 ในรอบครึ่งหลังปี 2567 ในเดือนมิ.ย. นี้ และจะมีผลเริ่มใช้ในเดือนก.ค. 67 แต่ล่าสุดด้วยภาวะตลาดหุ้นที่มีความผันผวน ประกอบกับมูลค่าซื้อขายที่ปรับลดลงอย่างมาก ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ประกาศปรับเกณฑ์การคำนวณดัชนี SET50 และ SET100 ใหม่
โดยการปรับปรุงเกณฑ์ครั้งนี้ มีรายละเอียดอย่างไร และจะมีผลกระทบต่อหุ้นตัวไหนบ้าง Wealthy Thai ได้รวบรวมความเห็นจากนักวิเคราะห์มาฝาก
นักวิเคราะห์จากบริษัท หลักทรัพย์ ธนชาต จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ด้วยสภาวะตลาดในปัจจุบันและมูลค่าซื้อขายที่ลดลงเมื่อเทียบกับในอดีต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงเสนอแนวทางปรับปรุงเกณฑ์การคำนวณดัชนี SET50/100 ด้านสภาพคล่อง ดังนี้ ปรับเกณฑ์ Trading Value เป็นไม่น้อยกว่า 25% จากเดิม 50% และลดทีละ 5% หากได้หุ้นไม่ครบ แต่ไม่ต่ำกว่า 20%
ปรับเกณฑ์ Turnover ratio เป็นไม่ต่ำกว่า 1% จากเดิม 2% รวมถึงปรับแนวทางการประกาศหุ้นสำรอง SET50 และ SET100 โดยยกเลิกการกำหนดจำนวน (เดิม 105 หลักทรัพย์) รวมถึงประกาศรายชื่อหุ้นสำรองล่วงหน้า โดยจะประกาศเมื่อมีเหตุการณ์ที่ต้องนำหลักทรัพย์มาแทนที่ในดัชนีให้ครบ
ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเปิดรับฟังความคิดเห็นถึงวันที่ 26 เม.ย. นี้ และจะเริ่มใช้ในการคัดเลือกรอบถัดไปคือเดือน มิ.ย. 67 ฝ่ายวิเคราะห์มองเป็น Sentiment “บวก” ต่อหุ้นที่มี Trading Value และ Turnover ratio ในปัจจุบันที่ไม่ถึงเกณฑ์เดิมที่กำหนด และหากไม่ปรับเกณฑ์จะมีโอกาสหลุดจาก SET50 และ SET100 อย่าง GULF, INTUCH, BJC, BTG, BLA และ THG
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของแต่ละบริษัท Wealthy Thai ได้สำรวจมาให้แล้ว โดยเริ่มที่ GULF นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า จากโครงการที่มีอยู่คาดการณ์กำไรหลักปี 67 จะเพิ่มขึ้น 13% จากปีก่อน เป็น 1.76 หมื่นล้านบาท โดยได้แรงหนุนหลักมาจากการขยายกำลังการผลิต 20% ซึ่งส่วนใหญ่จะมาจาก 1. COD ของโครงการ GPD หน่วยที่ 3 (464 MWe) และหน่วยที่ 4 (464 MWe) และ 2. COD ของโครงการหินกอง ยูนิตที่ 1 (377 MWe) นอกจากนี้ยังคาดว่าธุรกิจโรงฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) ของบริษัทจะดีขึ้นเนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติน่าจะเริ่มลดลง โดยกำลังการผลิต SPP คิดเป็น 16% ของกำลังการผลิตรวมของ GULF คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 57 บาท
ส่วน INTUCH นักิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า หากไม่รวมรายการพิเศษ คาดกําไรปกติในไตรมาส 1/67 จะอยู่ที่ 3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า หรือคิดเป็น 25% ของคาดการณ์กําไรทั้งปี ทําให้คงประมาณการกําไรปี 2567 ไว้ตามเดิมที่ 1.21 หมื่นล้านบาท โต 8% คงราคาเป้าหมายไว้ที่ 86.50 บาท แต่ปรับคําแนะนําจาก Neutral เป็น Outperform เพราะมีปัจจัยบวกจากกําไรไตรมาส 1/67 ที่คาดจะออกมาดีและยังดูสดใสในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงคาดหวังผลตอบแทนจากปันผลปี 2567-2568 ที่จูงใจราว 4.9-5.5%
BJC นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า บริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 8-9% อัตรากำไรขั้นต้น +80-100 bps. ฟื้นตัวดีขึ้นเกือบทุกธุรกิจ โดย BIGC เด่นสุด ยอดขายต่อสาขาเดิม (SSSG) เดือนก.พ. 67 กลับมาโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ธุรกิจอื่นๆ มียอดขายดีขึ้น มาร์จิ้นลดจากล็อคราคาวัตถุดิบล่วงหน้า หนุนกำไรไตรมาส 1/67 กลับมาเติบโตจากไตรมาส 1/66 อย่างชัดเจน คาดกำไรปี 2567 ที่ 5.34 พันล้านบาท เติบโต 11% โดยปีนี้ยังมี Loss Carry Forward มาช่วย effective tax rate ให้ไม่เกิน 15% ราคาปัจจุบันถือว่าถูกมาก ลงมาต่ำกว่าบุ๊ค อีกทั้งยังได้รับเงินปันผลครึ่งหลังปี 2566 มองเป็นโอกาส “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 32 บาท
BTG นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คงมุมมองเดิมว่าผลประกอบการของ BTG ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในปี 2566 แม้ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหลังพ้นเทศกาลตรุษจีนราคาหมูในประเทศจะอ่อนตัวลงมาอยู่ที่ราว 64-66 บาทต่อกก. จากเฉลี่ยในไตรมาส 4/67 ที่ 66 บาทต่อกก. คาดยังถูกกดดันจากสต็อกหมูเถื่อนบางส่วน อย่างไรก็ตามประเมินว่าเป็นผลกระทบในระยะสั้น ในระยะยาวคาดเห็นการฟื้นตัวของราคาหมูได้ รวมถึงแนวโน้มต้นทุนการเลี้ยงที่ลดลงจะช่วยชดเชยผลกระทบดังกล่าวหนุนให้ผลประกอบการยังฟื้นตัวได้ คงประมาณการกำไรปกติปี 2567 ที่ 3.33 พันล้านบาท คงราคาเหมาะสมที่ 25 บาท และคงคำแนะนำ “ซื้อ”
BLA นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด ปรับประมาณการกำไรปี 2567 ลดลง 35% เพื่อสะท้อนผลประกอบการไตรมาส 4/66 โดยปัจจุบันคาดว่ากำไรปีนี้จะอยู่ที่ 3.62 พันล้านบาท เติบโต 42% โดยได้รับการสนับสนุนจาก 1. การคาดการณ์ว่าขาดทุนจากเงินลงทุนที่ 128 ล้านบาท ในปี 2566 จะพลิกกลับมามีกำไร 500 ล้านบาท ในปี 2567 และ 2. การคาดการณ์ว่า combined ratio จะลดลง 523 bps จากการโอนกลับสำรองค่าเผื่อความผันผวน (PAD) เนื่องจากกรมธรรม์ครบกำหนด โดยคาดว่าเบี้ยประกันภัยรับปีแรกของปี 2567 จะเติบโต 5% และเบี้ยประกันภัยรับรวมจะลดลง 3% ฝ่ายวิเคราะห์ปรับคําแนะนําเป็น NEUTRAL และราคาเป้าหมายเป็น 22 บาท
สุดท้าย THG นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) คาดการณ์รายได้ของ THG จะเติบโต 12% เป็น 11,000 บาทในปี 2567 โดยได้แรงหนุนจากจำนวนเตียงที่เพิ่มขึ้น โดย 80 ห้อง OPD และ THG2 (+45 ห้อง OPD และ 49 เตียง IPD) ซึ่งคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/67 นอกจากนี้ คาดธนบุรีเสริมรัฐจะเซ็นสัญญาบริหารจัดการศูนย์หัวใจ 1 ดีลในปีนี้ รวมถึงตั้งเป้าเพิ่มการโอนยูนิตของ Jin Wellbeing County เป็น 35-40 ห้องในปีนี้ ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์คาดว่า EBITDA (รวมรายได้จากส่วนแบ่ง) จะเพิ่มขึ้นเป็น 25% ในปี 2567 จาก 21% ในปี 2566 ประเมินกำไรในปี 2567 จะอยู่ที่ 814 ล้านบาท โต 175% จากปีก่อน ให้คำแนะนำ ถือ ราคาเป้าหมาย 44 บาท

