KEX โดนเทขาย ดิ่งกว่า 5.63% หลังไตรมาส 1/67 ขาดทุน 1.18 พันลบ. พุ่งขึ้น 50% เหตุตั้งด้อยค่าสินทรัพย์
เปิดตลาดเช้านี้ (15 พ.ค. 67) ราคาหุ้นของ KEX หรือ บริษัท เคอรี่ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) โดนเทขายทันที ล่าสุดราคาอยู่ที่ 4.02 บาท ปรับตัวลง 5.63% จากวันก่อนหน้า หลังผลประกอบการไตรมาส 1/67 ยังขาดทุนต่อเนื่อง แย่กว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ พร้อมเดินหน้ากระจายธุรกิจไปสู่แหล่งรายได้ใหม่-ลดค่าใช้จ่าย ฟากโบรกฯ มองปี 2567 ยังขาดทุน 3,478 ล้านบาท แต่ช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นร่วงหนัก เหลือ upside ปรับขึ้นคำแนะนำเป็น ถือ คงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 4.80 บาท
โดยผลประกอบการไตรมาส 1/67 KEX รายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่ 1,188.3 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน และ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับปรุงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-off Adjustment) ของการเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี และการตั้งสำรองด้อยค่าของสินทรัพย์ถาวร อย่างไรก็ตามหากไม่รวมรายการนี้จะทำให้บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่ 968.2 ล้านบาท
โดยผลประกอบการไตรมาส 1/67 KEX รายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่ 1,188.3 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 50% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน และ 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน โดยมีสาเหตุหลักมาจากการปรับปรุงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียว (One-off Adjustment) ของการเปลี่ยนแปลงประมาณการทางบัญชี และการตั้งสำรองด้อยค่าของสินทรัพย์ถาวร อย่างไรก็ตามหากไม่รวมรายการนี้จะทำให้บริษัทรายงานผลขาดทุนสุทธิส่วนของผู้เป็นเจ้าของบริษัทที่ 968.2 ล้านบาท
ทั้งนี้ เพื่อปรับปรุงความสามารถในการทำกำไร บริษัทมุ่งเน้นการแบ่งส่วนระดับตลาดเพื่อขยายสู่กลุ่มเป้าหมายผู้ใช้บริการระดับกลางถึงสูง และจัดอันดับเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการรายย่อย บริษัทจะทุ่มเทความพยายามอย่างเต็มที่ในการเพิ่มยอดขายในกลุ่มผู้ใช้บริการรายย่อย ลูกค้าองค์กร และผู้ส่งสิค้าระหว่างประเทศ และพยายามลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์เท่าที่จะสามารถทำได้ ในส่วนของการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุน บริษัทคาดว่าการจัดปรับปรุงโครงสร้างเครือข่ายการดำเนินงาน การลงทุนในการติดตั้งระบบคัดแยกอัตโนมัติและระบบดิจิทัล การอัปเกรดเทคโนโลยีแพลตฟอร์มและระบบของบริษัทจะเริ่มแสดงให้เห็นผลลัพธ์ในปีนี้
สำหรับรายได้จากการขายและการให้บริการ อยู่ที่ 2,559.0 ล้านบาท ลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกันกับปีก่อน แต่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 2% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสก่อน โดยการลดลงของรายได้เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากการปรับแผนกลยุทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเครือข่ายของการดำเนินงาน ส่วนการเพิ่มขึ้นของรายได้เมื่อเทียบรายไตรมาสมีสาเหตุจากความพยายามในการเพิ่มผู้ใช้บริการรายย่อยที่ให้ผลตอบแทนสูง รวมถึงการใช้กลยุทธ์แบ่งส่วนระดับตลาดโดยออกแคมเปญพิเศษระหว่างไตรมาส 1/67
ขณะที่ปริมาณการจัดส่งพัสดุลดลง 18% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน และลดลง 3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน สาเหตุหลักมาจากช่วง low season ตามปกติของของแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และการมุ่งเน้นไปให้ความสำคัญกับผู้ใช้บริการรายย่อย ด้วยอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทยและรดับรายได้ที่ฟื้นตัวอย่างช้า ทำให้การเติบตของ GDP ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง และอัตราส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากหนี้ครัวเรือนคงค้างที่เพิ่มขึ้น นำไปสู่ความระมัดระวังการใช้จ่ายและการบริโภคมากขึ้น
ในระหว่างไตรมาส 1/2567 SF Holding Co., Ltd. (SF Holding) ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในจีนและเอเชีย และเป็นอันดับที่ 4 ในโลก กลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ KEX โดยถือหุ้น 62.66% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ KEX ได้รับประโยชน์จากการสนับสนุนที่ยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึงการเข้าถึงเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญในด้านดำเนินงานของ SF Holding ซึ่ง KEX ได้นำมาใช้ปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้นนี้จะส่งผลลัพธ์เชิงบวกและเปิดโอกาสให้ KEX บรรลุเป้าหมายที่ท้าทายได้มากขึ้น
แม้ KEX จะต้องเผชิญกับการแข่งข้นอย่างรุนแรงและความผันผวนในปริมาณจัดส่งพัสดุจากแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของบริษัท การใช้เทคโนโลยี เช่น ระบบคัดแยกพัสดุอัตโนมัติในศูนย์คัดแยกพัสดุในบางภูมิภาค และการอัพเกรดแพลตฟอร์มตั้งแต่ปีที่แล้วได้เริ่มแสดงผลลัพธ์ดีขึ้นในแง่ของการจัดการต้นทุน ด้วยการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนจาก SF Holding บริษัทเชื่อมั่นว่าจะมีความพร้อมรับมือกับความท้าทายและเปิดโอกาสใหม่ๆในการขยายตลาด
KEX มุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะเพิ่มยอดขายจากผู้ใช้บริการรายย่อยและกลุ่มลูกค้าประเภทธุรกิจ รวมถึงผู้ใช้บริการส่งสินค้าระหว่างประเทศ โดยมุ่งเน้นการหาลูกค้าที่สร้างรายได้ต่อพัสดุสูง ซึ่งครอบคลุมกลุ่มผู้ใช้บริการทั่วไป วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม องค์กรขนาดใหญ่ชาวสวน ชาวประมง ผู้ผลิตสินค้าหัตถกรรม ผู้จัดและผู้ร่วมงานมหกรรมและอื่นๆ กลยุทธ์นี้มีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนรายได้พร้อมทั้งรักษาส่วนแบ่งตลาดในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซด้วยการให้บริการที่เป็นเลิศ
ในส่วนของการให้บริการ KEX ได้นำแนวทางจาก เอสเอ เอ็กซ์เพรส มาปรับใช้ เช่น On-Time-in-Full หรือ "OTIF" และอัตราส่วนความพึงพอใจของลูกค้า เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ใช้บริการของ KEX จะได้รับความพอใจมากที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการอื่น ๆ เป้าหมายของ KEX คือการปรับปรุงคุณภาพการบริการอย่างต่อเนื่องและรักษาระดับความพอใจของลูกค้าให้สูงสุด
ก้าวต่อไปของบริษัทจะมุ่งเน้นกระจายธุรกิจไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ เพิ่มอัตรากำไร และเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรจากค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่และค่าใช้จ่ายพนักงานในศูนย์คัดแยกพัสดุ KEX จะแบ่งกลุ่มตลาดในรูปแบบใหม่โดยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนและขนาดของกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ
ก้าวต่อไปของบริษัทจะมุ่งเน้นกระจายธุรกิจไปสู่แหล่งรายได้ใหม่ เพิ่มอัตรากำไร และเพิ่มประสิทธิภาพการวางแผนเครือข่ายให้เกิดประโยชน์สูงสุดซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในส่วนของต้นทุนคงที่และต้นทุนผันแปรจากค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่และค่าใช้จ่ายพนักงานในศูนย์คัดแยกพัสดุ KEX จะแบ่งกลุ่มตลาดในรูปแบบใหม่โดยให้ความสำคัญกับผลตอบแทนและขนาดของกลุ่มลูกค้าที่มีศักยภาพ
นอกจากนี้ KEX จะดำเนินการให้บริการส่งพัสดุระหว่างประเทศต่อไป โดยครอบคลุมเส้นทางกว่า 50 เส้นทางใน 45 ประเทศทั่วทวีปเอเชียแปซิฟิกและยุโรป ผ่านการร่วมมือกับ เอสเอฟ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยใช้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญในการส่งพัสดุระหว่างประเทศ ความร่วมมือที่เกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันนี้จะเสริมสร้างระบบนิเวศของ KEX และเพิ่มมูลคำให้กับธุรกิจขนส่งด่วนหลักของเรา
ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองว่า KEX ขาดทุนสุทธิ 1,188.3 ล้านบาท ในไตรมาส 1/67 เพิ่มขึ้นจากที่ขาดทุน 791 ล้านบาท ในไตรมาส 1/66 และ 1,140 ล้านบาท ในไตรมาส 4/66 แย่กว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์และของนักวิเคราะห์ในตลาด เพราะรายการที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และต้นทุนการดําเนินงานสูงขึ้น
เนื่องจากผลประกอบการไตรมาส 1/67 แย่กว่าประมาณการของฝ่ายวิเคราะห์เล็กน้อย จึงยังคงประมาณการผลขาดทุนปี 2567 เอาไว้ที่ 3,478 ล้านบาท แต่ราคาหุ้นที่ตกลงมาอย่างหนักในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมาหลังจากที่ SF (ผู้ถือหุ้นใหม่) ทํา tender offer ที่ราคา 5.50 บาท ทําให้ราคาหุ้นเหลือ upside ถึงราคาเป้าหมายของฝ่ายวิเคราะห์
อย่างไรก็ดี เนื่องจากผลขาดทุนเริ่มจะนิ่งแล้ว และราคาหุ้นยังเหลือ upside ถึงราคาเป้าหมายอยู่บ้าง ฝ่ายวิเคราะห์จึงปรับเพิ่มคําแนะนําจากขายเป็น ถือ โดยยังคงราคาเป้าหมายเอาไว้ที่ 4.80 บาท
Most Viewed
Wealth EZ
“ทางเลือก” การลงทุนใหม่ๆ (2)… “Crypto Assets” !!!
Updated 8 hours ago
Sustainability
“Thai ESG” และ “Thai ESSGX”… จะมีการแสดงข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมในแต่ละส่วน !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“ES-CHEQ” ลุย 50 “หุ้นจีน A-Share”... รับ “ศก.ฟื้นตัว” ตอบโจทย์ความมั่งคั่ง “ระยะยาว” !!!
Updated 1 day ago
Follow Us
