Official Update :

4 หุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET 50 ในสภาวะที่ราคายังติดหล่ม

หลังจากที่เริ่มประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/64 กันไปแล้วหุ้นในแต่ละตัวที่ผลประกอบการไตรมาส 1/64 สามารถเติบโตเอาชนะผลประกอบการเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ผ่านมาได้ จึงทำให้นักวิเคราะห์หลายสำนักต่างปรับเพิ่มประมาณการ EPS ของตลาด รวมถึงกลุ่มหุ้นหลายอุตสาหกรรมที่งบออกมาในทิศทางที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานปิโตรเคมี


ทั้งนี้เมื่อเลือกดูกลุ่มหน้าหุ้นใน SET 50 ที่เป็นหุ้นขนาดใหญ่ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยพบว่ามี 4 หุ้นที่น่าสนใจ เพราะแม้ว่าจะประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/64 ที่สามารทำได้เติบโตมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ราคาหุ้นกลับไม่ตอบรับกับผลประกอบการที่ออกมาดี ซึ่งหากย้อนดูสถิติแล้วพบว่าราคาหุ้นใน SET50 4 ตัวนี้ ยังติดลบอยู่หากดูราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน


โดยเรากำลังพูดถึงหุ้น บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT ,บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC , บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ HMPRO และ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งผลประกอบการในไตรมาส 1/64 ของหุ้น 4 หลักทรัพย์นี้ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน แต่ทำไมราคาหุ้นตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันถึงยังติดลบอยู่


ดังนั้นเราจะมาดูรายละเอียดถึงสาเหตุที่ควรจะเป็นว่าทำไมราคาหุ้นถึงยังอยู่ในระดับเพียงเท่านี้ เริ่มต้นกันที่ PTT พี่ใหญ่สุดในตลาดหุ้นไทย หลังจากที่ประกาศผลประกอบการไตรมาส 1/64 พลิกมีกำไรสุทธิ 32,587 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิ 1,554.35 ล้านบาท จึงทำให้นักวิเคราะห์ออกมาปรับประมาณการเคาะราคาเป้าหมายเพื่มขึ้น


โดยบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ยืนยันมุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานปี 64 รวมทั้งการเติบโตต่อเนื่องในระยะยาว โดยผลการดำเนินงานธุรกิจก๊าซมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หนุนโดยปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของอุปสงค์และอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงแยกก๊าซ สำหรับการเติบโตระยะยาวบริษัทมุ่งเน้นการลงทุนในธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะ Electricity Value Chain และธุรกิจในกลุ่ม Life Science และสถานะทางการเงินของ PTT ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วน Net Debt/Equity อยู่ที่เพียง 0.3 เท่า และเงินสดในมือ 4.4 แสนล้านบาท


คำแนะนำพื้นฐานแนวโน้มการเติบโตของกำไรไตรมาส 2/64 และปี 64 หนุนโดยการฟื้นตัวของอุปสงค์อย่างต่อเนื่องและส่วนต่างราคาขยายตัว คาดว่าจะเป็นปัจจัยหนุนราคาหุ้นได้ต่อไป นอกจากนั้นการลงทุนใหม่ต่างๆจะหนุนการเติบโตของกำไรในระยะยาว เราคาดอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลปี 2021 ที่ 5.2% รวมทั้งมีอัพไซด์สำหรับอัตราการจ่ายเงินปันผล เนื่องจากบริษัทมีเงินสดในมือเป็นจำนวนมาก เราจึงยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 55 บาท


ขณะที่ MTC ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นจะต้องเผชิญกับสภาวะสงครามดอกเบี้ยที่ทางแบงก์ออมสินเป็นคนจุดไฟขึ้น แต่อย่างไรทางผู้บริหาร MTC เคยออกมากล่าวแล้วว่าจะไม่ลงไปเล่นสงครามดังกล่าวด้วย จึงเป็นที่น่าจับตาว่าทาง MTC อาจจะมีแคปเปญอะไรใหม่ๆซ่อนอยู่ไว้เช่นกัน ขณะที่ระดับราคาถึงแม้ว่าจะวิ่งใกล้เข้าหลัก 100 บาทหรือไม่คงจะต้องจับตาดู แต่ถึงแม้ว่าจะประกาศกำไรสุทธิงวดไตรมาส 1/64 ทำสถิติสูงสุดได้ก็ตาม


ทางบริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ถึงแม้ว่าในไตรมาส 1/64 สินเชื่อของ MTC จะเติบโตเพียง 3.6%  ซึ่งเป็นปกติที่ไตรมาส 1 สินเชื่อจะชะลอลง แต่ทางบริษัทมองว่าในช่วงที่เหลือของปีการเติบโตของสินเชื่อจะเร่งตัวขึ้นผ่านการเปิดสาขาเพิ่มในปีนี้อีก 600 สาขา จากขณะนี้มีสาขาแล้ว 5,005 สาขา


ส่วนกรณีการแข่งขันที่สูงขึ้นหลังธ.ออมสินจับมือกับ SAWAD ทำให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้า และส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 1/64 ลดลงเหลือ 19.9% จาก ไตรมาส 4/63  อยู่ที่ 21.1% แต่จะทำให้ความต้องการสินเชื่อมีมากขึ้น และน่าจะยังทำให้เป้าการปล่อยสินเชื่อในปีนี้ที่ 20-25% มีความเป็นไปได้


ดังนั้น คงประมาณการ คงราคาพื้นฐาน ยังแนะนำ “ซื้อ” ทางฝ่ายยังคงประมาณการกำไรปี 64 ของ MTC ไว้เหมือนเดิมที่ 6 พันลบ. เพิ่มขึ้น 14.7% y-y คงราคาพื้นฐาน 71 บาท ยังมองว่า MTC ยังคงมีจุดเด่นทางด้านการเติบโต และการควบคุมความเสี่ยง ยังคงแนะนำ “ซื้อ


ทางฝั่ง HMPRO เป็นอีกหนึ่งหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการ work from home เพราะทำให้มีคนมาสนใจในการตกแต่งบ้านมากขึ้น รวมเปลี่ยนกลยุทธ์มาขายตลาดออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งเน้นขายกลุ่มลูกค้า B2B มากขึ้น


โดยบริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรไตรมาส 2/64 ยังอยู่ในเกณฑ์ดีโดยจะเติบโตสูงจากปีก่อน เพราะจากฐานที่ต่ำ โดยอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจากการขายสินค้าที่อัตรากำไรสูงและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน หากมีการฉีดวัคซีนมากขึ้น


ซึ่งจะเห็นได้ว่า SSSG เดือน เม.ย. เป็นบวกมากกว่า 50% เนื่องจากฐานต่ำในปีก่อนซึ่งมีการปิดสาขาในช่วงล็อกดาวน์ และ SSSG เดือน พ.ค. น่าจะเป็นบวกได้เกิน 10% ส่วนเดือน มิ.ย. คาดว่าจะประคองตัวได้แม้ปีก่อนมีผลบวกจาก pent-up demand อัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจากการที่สัดส่วนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า (อัตรากำไรต่ำ) ไม่สูงมากเหมือนช่วงการล็อกดาวน์


ทั้งนี้กำไรจะเร่งตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี โดยอาจได้อานิสงส์จากโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เราเห็นว่า HMPRO มีผลการดำเนินที่มีเสถียรภาพและไม่ได้พึ่งพิงสินค้าเหล็กที่มีความผันผวน ขณะที่ราคาหุ้น HMPRO ยัง Underperform เมื่อเทียบกับกลุ่ม เราแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย (DCF) 16 บาท


สำหรับ GPSC ก่อนหน้านี้เคยเป็นหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ชื่นชอบของเล่านักลงทุน แต่อย่างไรก็ตามหลังจากหมดประเด็นหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าไปแล้วนั้น สตอรี่ต่อมาของ GPSC คือประเด็นการผลิตแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า หรือใช้เป็นที่บรรจุเพื่อกักเก็บพลังงานในโรงไฟฟ้า นั่นจึงส่งผลให้ราคาหุ้นของ GPSC กลับมาอยู่ในจอเรดาร์ แต่อย่างไรก็ตามขณะนี้เองถึงแม้ว่าจะประกาสงบไตรมาส 1/64 ออกมาแล้วแต่ราคาหุ้นของ GPSC ก็ยังไม่หนีไปไหนไกลจากกลุ่มเพื่อนโรงไฟฟ้า


โดยบริษัท หลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ให้ข้อมูลว่า จากไตรมาส 1/64 ที่มีกำไรสุทธิ 1.97 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25%YoY และ เพิ่มขึ้น 35% จากไตรมาสก่อน ปัจจัยหนุน คือ อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว, ต้นทุนก๊าซลดลง, ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรีเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานกลับสู่ระดับปกติ


ทั้งนี้แม้ว่าผลจากการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้า IPP ลดลงจากการหยุดซ่อมบำรุงตามแผนของโรงไฟฟ้าเก็คโค่วัน และโรงไฟฟ้าโกลว์ไอพีพีทำให้รายได้ค่าความพร้อมจ่ายลดลง แต่กลุ่มโรงไฟฟ้า SPP มีมาร์จิ้นสูงขึ้นจากการปรับตัวลดลงของราคาก๊าซธรรมชาติและราคาถ่านหิน รวมถึงความต้องการใช้ไอน้ำที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าอุตสาหกรรม


ในปี 64 บริษัทโฟกัสธุรกิจที่เป็นห่วงโซ่ของแบตเตอรี่ซึ่งในประเทศมีเพียง EA กับ GPSC ที่ทำธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ โดยโรงงานของ GPSC จะ COD ในไตรมาส 2/64 นอกจากนั้นได้มีการลงทุน/ร่วมทุนทำธุรกิจที่เกี่ยวกับแบตเตอรี่ด้วยเพราะมองว่ามีแนวโน้มเติบโตดีในระยะยาว


ทั้งนี้คาดว่าทาง GPSC จะเข้าร่วมประมูล e-Bus ของ ขสมก. (BMTA) ด้วยGPSC ลงทุน 500 ล้านบาทเพื่อถือหุ้น 11.1% ใน Anhui Axxiva New Energy Technology Co., Ltd (AXXIVA)ประเทศจีน ซึ่ง AXXIVA เป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่ กำลังการผลิต 1GWh โดยได้ใบอนุญาตใช้เทคโนโลยีของ 24MTechnologies Inc., เป็นพันธมิตรกับ OR ในด้านสถานีชาร์ตแบต EV และเซ็น MOU กับบริษัท Swap & Go เพื่อศึกษาพัฒนาแบตเตอรี่ G-cell สำหรับรถจักรยานยนต์ แนะนำซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 95 บาท



Maratronman

เดินทางสู่โลกใหม่ ค้นหาสิ่งใหม่ นำเสนอมุมใหม่ กับเรื่องราวใหม่

Most Viewed
Wealth EZ
“รุ่นหนึ่งสร้าง-รุ่นสองรักษา-รุ่นสามทำลาย” !!!
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“Fund of Property fund - Thai” โอกาสลงทุนรับ “ปันผลดี-สม่ำเสมอ” ง่ายๆ ผ่าน “กองทุนรวม” !!!
Updated 8 hours ago
Stock of the Day
จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมันดันราคาพุ่ง ชู PTTEP เด่นรับอานิสงส์น้ำมันดิบ กบง. ขยายเวลาตรึงดีเซลกดดันโรงกลั่น
Updated 15 hours ago
Stock of the Day
SC วางหมากโค้งสุดท้าย ต่อยอด Live and Learn Home ส่งโปรดักต์ใหม่หนุน Q4/69 พีคสุดของปี ลุ้นปิดขาย 19 โครงการมูลค่ากว่า 2.56 หมื่นลบ.
Updated 8 hours ago
Stock of the Day
เรากำลังแข่งกันสร้าง “พระเจ้า” แต่เราแน่ใจแล้วหรือว่าจะเป็น “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา”? ความกังวลที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งเริ่มเป็นที่รับรู้
Updated 14 hours ago
Follow Us