Official Update :

หุ้นโรงไฟฟ้ามีข่าวดี! ไตรมาส 2 เข้าสู่ High Season

ในช่วงไตรมาส 2 ของทุกๆปี ถือเป็นช่วงฤดูร้อนของประเทศไทย ที่ส่งผลให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าอยู่ในระดับสูงอย่างมาก ดังนั้นจึงถือเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มนี้อย่างมีนัยสำคัญ แต่จะมีหุ้นตัวไหนบ้างที่น่าสนใจ วันนี้ทีมข่าว Wealthy Thai หาคำตอบมาให้แล้ว


“เรายังคงมุมมองเป็น "กลาง" ต่อกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานหลักโดยเลือกกลุ่มโรงไฟฟ้า IPP อย่าง RATCH และ GULF เป็นหุ้นเด่น เพราะคาดว่าจะส่งผ่านภาระราคาพลังงานที่สูงขึ้นไปให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้ ทั้งนี้คาดว่า RATCH จะได้ประโยชน์จากการกลับมาดำเนินงานตามปกติของโรงไฟฟ้าหงสาในไตรมาส 2/2564 ขณะที่ GULF ก็มีกำหนดการเริ่มดำเนินงานโครงการใหม่จำนวนมากในปี 2564 ที่คาดว่าจะช่วยกระตุ้นกำไรขึ้นได้” นักวิเคราะห์บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าว


ขณะที่มุมมองของนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่า ในไตรมาส 2 จะเป็นช่วงที่ภาคครัวเรือนใช้พลังงานไฟฟ้าสูง เพราะเป็นฤดูร้อน (และ อากาศก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ) ประกอบกับมี WFH จำนวนมากในช่วง COVID-19 ระบาดระลอกที่ 3 อีกด้วย


ส่วนความต้องการใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมในช่วงไตรมาส 2/64 ก็คาดว่าจะสูงขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะ ในช่วงไตรมาส 2/63 เป็นช่วง Lockdown เต็มรูปแบบ แต่ในช่วงไตรมาส 2/64 มีการผลิตตามปกติ หลายโรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าเข้ามาเพิ่ม เช่น BGRIM มี COD โรงไฟฟ้าพลังลม ในไตรมาส 2/64, GPSC มี COD โรงไฟฟ้า VSPP เป็นต้น


ขณะที่ในส่วนของต้นทุนก๊าซยังอยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยประเมินว่าปริมาณผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าในไตรมาส 2/64 จะเพิ่มขึ้นทั้งช่วงเดียวกันของปีก่อน และจากไตรมาสแรก โดยคาดการณ์ว่า Core profit ของธุรกิจโรงไฟฟ้าก็จะขยายตัวได้ดีตามไปด้วย หุ้นเด่นเป็น BGRIM, GPSC, GULF



BGRIM มาร์จิ้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

โดย BGRIM กำไรสุทธิไตรมาส 1/64 อยู่ที่ 610 ล้านบาท เติบโต 664%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโต 6%จากไตรมาสก่อน ซึ่งการเติบโตเป็นผลจาก 1.อุปสงค์ไฟฟ้าจากภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว, ต้นทุนก๊าซลดลง 17%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพิ่มขึ้น 3%จากไตรมาก่อน และค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (SG&A) กลับสู่ระดับปกติ


ขณะที่อุปสงค์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/64 ซึ่งเป็นไปตามปัจจัยฤดูกาล และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าพลังลม 14.8 MW รวมถึงราคาขายไอน้ำขยับขึ้น คาดมาร์จิ้นไตรมาส 2/64 มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากฐานต่ำในไตรมาส 2/63 ส่วนปัจจัยหนุนปี 65 คือ การได้รับใบอนุญาตนำเข้า LNG จำนวน 6.5 แสนตัน/ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 65 คาดทำให้บริหารต้นทุนการผลิตไฟฟ้าได้ดีขึ้น


ดังนั้นคงคำแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 58 บาท อิงกับ SOTP ความเสี่ยงหลัก คือ โรงไฟฟ้าใหม่ล่าช้ากว่าคาด, การผลิตไฟฟ้าทำได้น้อยกว่าคาด, อุปสงค์ไฟฟ้าชะลอตัว และการนำส่งก๊าซจาก PTT



GPSC ปี 64 โฟกัสธุรกิจที่เป็นห่วงโซ่แบตเตอรี่

ขณะที่ GPSC กำไรสุทธิ ไตรมาส 1/64 เพิ่มขึ้น 25%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 35%จากไตรมาสก่อน เป็น 1.97 พันล้านบาท ปัจจัยหนุน คือ อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมฟื้นตัว, ต้นทุนก๊าซลดลง, ส่วนแบ่งกำไรจากโรงไฟฟ้าไซยะบุรี เพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดำเนินงานกลับสู่ระดับปกติ


นอกจากนี้คาดผลประกอบการไตรมาส 2/64 จะแข็งแกร่งต่อ จากปัจจัย ฤดูกาล (ไตรมาส 2 เป็น High season ของธุรกิจไฟฟ้า), โรงไฟฟ้า VSPP และโรงงานแบตเตอรี่เริ่มเปิดดำเนินงานเชิงพาณิชย์ โดยในปี 64 บริษัทโฟกัสธุรกิจที่เป็นห่วงโซ่ของแบตเตอรี่ แนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 95 บาท



GULF
ผลงานไตรมาส 2/64 แข็งแกร่ง

ต่อมา GULF โดยแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 39.25 บาท ทั้งนี้ GULF ทยอยซื้อหุ้น INTUCH ณ 16 เม.ย.64 ถือหุ้น 606.878 ล้านหุ้น (คิดเป็น 18.93% ของทุนเรียกชำระ) โดยเจตนาอยากได้แค่ INTUCH ซึ่งบริษัทเชื่อว่าจากนี้ไปธุรกิจจะต้อง Run บน Digital platform เป็นส่วนใหญ่


ผู้บริหาร GULF ระบุว่าไม่เพิ่มทุน โดยจะใช้เงินกู้ยืมราว 1.2-1.3 แสนล้าน บาทในการทำเทนเดอร์ฯ INTUCH (Cost of fund ราว 2-3% ต่ำกว่า DY ที่ได้รับ จาก INTUCH ที่ 3.8% - ใช้เงินปันผลปี 63 มาคำนวณ)


หลังรวมกับ INTUCH แล้ว สัดส่วน D/E จะไม่เกินเพดานที่ 3.5 เท่า เพราะ INTUCH มีหนี้น้อย, D/E ต่ำ ทั้งนี้มีสมมติฐานว่าทาง Singtel ไม่ขายหุ้น INTUCH ที่ถืออยู่ 21%) ดีลจะเกิดขึ้นเมื่อ GULF ได้หุ้น INTUCH สูงกว่า 50% ขึ้นไป จากนี้ GULF จะไม่สามารถซื้อหุ้น INTUCH ในกระดานได้อีก จนกว่าเทนเดอร์ฯจะแล้วเสร็จ ยืนยันการลงทุนใน INTUCH ไม่กระทบแผนธุรกิจด้านไฟฟ้า GULF ประชุมผู้ถือหุ้น 24 มิ.ย.นี้, กระบวนการเทนเดอร์ฯ คาดว่าจะแล้ว เสร็จปลายก.ค.-ต้นส.ค.64


ด้านนักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ระบุว่า คาด GULF จะมีผลประกอบการไตรมาส 2/64 แข็งแกร่ง ทั้งจากไตรมาสแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้วย COD of GSCR #1 (สัดส่วน 70% ของโรงไฟฟ้า IPP กำลังผลิต 663MW ในไทย) GULF ได้เริ่มการดำเนินงานของโรงไฟฟ้านี้ในวันที่ 31 มี.ค.64


ส่วนเวียดนามได้รับผลกระทบน้อยลงจากการลดการดำเนินงาน เนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาลในช่วง 2 ไตรมาส ส่วนในประเทศนั้นการดำเนินงานดีขึ้นในโรงไฟฟ้า IPP แนะนำ “ถือ” ด้วยมูลค่าเหมาะสมที่ 35.00 บาท ปัจจัยเสี่ยงเชิงลบได้แก่ การดำเนินงานขัดข้อง ความล่าช้า ต้นทุนบานปลาย ปัจจัยเสี่ยงเชิงบวกได้แก่ การควบรวมกิจการ



EA พลังงานหมุนเวียน-แบตเตอรี่หนุน

ขณะที่ EA นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บอกว่าแนวโน้มกำไรสุทธิไตรมาส 2/64 มีปัจจัยหนุนจากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและธุรกิจแบตเตอรี่ โดยไตรมาส 2 เป็น High season ของธุรกิจไฟฟ้า และบริษัทเปิดดำเนินงานโรงงานแบตเตอรี่ขนาด 1 GWh


คาดการณ์กำไรสุทธิปี 64-65 เติบโต 13% และเติบโต 36% หนุนโดยอัตราค่าไฟฟ้า (Ft rate) ที่เพิ่มขึ้น, รายได้ไบโอดีเซลสูงขึ้นหลังใช้น้ำมัน B100 และรายได้จากธุรกิจแบตเตอรี่ ซึ่ง COD ในไตรมาส 2/64  และเริ่มขาย e-bus ในไตรมาส 3/64 คงคำแนะนำ ซื้อ ให้ราคาพื้นฐาน 72 บาท (DCF) โดยปัจจัยหนุนระยะยาว คือ ธุรกิจแบตเตอรี่รถ EV ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตแข็งแกร่ง โดยรัฐบาลมีเป้าหมายให้ไทยเป็นฐานการผลิตรถ EV ของโลกภายในปี 78 และClean energy



EGCO
สภาพคล่องพร้อมรับการลงทุนอีกมาก

และ EGCO นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) บอกว่า มองกำไรปกติไตรมาส 2/64  จะโตได้ทั้งทั้งจากไตรมาสแรก และช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากส่วนแบ่งกำไรที่เพิ่มขึ้นจากโรง Paju ไม่มีปิดซ่อม รวมถึงโรง XPCL, SBPL จ่ายไฟเพิ่มขึ้น ส่วนการเติบโตจากไตรมาสแรก มาจากโรงขนอมออกจากปิดซ่อมใหญ่ และมีโรงใหม่มาหนุน


ทั้งนี้เราคงคำแนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมายปี 64ที่ 258.00 บาท/หุ้น มองบริษัทมีความน่าสนใจของการฟื้นตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนต่อเนื่องตลอดปี จากแรงเสริมของโรงไฟฟ้าใหม่ และผลกระทบที่ลดลงของ COVID-19, ภัยแล้ง และการปิดซ่อม นอกจากนี้ยังมี upside จากโครงการระหว่างเจรจา ซึ่งบริษัทมีสภาพคล่องพร้อมรับการลงทุนอีกมาก



This’s Alano

“มุ่งแสวงหาข่าวสาร สร้างสรรค์ผลงานอย่างถูกต้อง เพื่อนำเสนอให้นักลงทุนได้อ่าน”