3 หุ้นยางพาราฟอร์มสวย ปี 67 กำไรจะเติบโตโดดเด่น
ช่วงที่ผ่านมาหุ้นกลุ่มยางพารากลับมาอยู่ในเรดาห์ของนักลงทุนอีกครั้ง หลังราคายางสูงขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดราคายางแท่งปรับขึ้นทำระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี ซึ่งเป็นบวกต่อผู้ประกอบการที่อยู่ในอุตสาหกรรม ดังนั้น Wealthy Thai จึงอยากชวนแฟนเพจมาสำรวจ Performance ของ 3 หุ้นในกลุ่มยางพาราว่าจะได้รับผลบวกจากประเด็นข้างต้นแค่ไหน และผลประกอบการช่วงที่เหลือของปี 2567 จะมีทิศทางการเติบโตอย่างไร
โดยนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้มุมมองว่า ราคายางแท่งปรับขึ้นต่อทำระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี สะท้อนปริมาณ Supply ที่ยังไม่เพียงพอต่อ Demand ซึ่งเป็นบวกต่อ STA, NER และ TEGH
สำหรับปัจจัยพื้นฐานของ STA ฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองบวกต่อภาพการฟื้นตัวในปี 2567 คาดมีกำไรที่ 1,120 ล้านบาท จากปีก่อนที่ขาดทุน เบื้องต้นคาดจะพลิกกลับมามีกำไรได้ตั้งแต่ไตรมาส 2/67 เป็นต้นไป จากปริมาณขายที่เติบโตหนุน U-rate และราคาขายเฉลี่ยยางที่จะปรับสูงขึ้นตามราคายาง SICOM ได้มากขึ้น หนุนให้คาดว่าอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จะฟื้นตัวชัดเจน
ขณะที่ผลผลิตน้ำยางมีความเสี่ยงจากผลกระทบของภัยแล้ง อาจทำให้ราคายางใน SICOM มีโอกาสปรับขึ้นต่อ ซึ่งจะเป็นบวกต่อราคาขายในช่วงครึ่งปีหลังต่อไป นับเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม คงราคาเหมาะสมที่ 20 บาท และคงคำแนะนำ เก็งกำไร
ส่วน NER ฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลประกอบการ ยังคงคาดไตรมาส 2/67 จะเป็นไตรมาสที่ดีที่สุดของปี 2567 และอาจทำระดับสูงสุดใหม่ได้ ขณะที่ไตรมาส 3/67 และ 4/67 แม้อาจไม่ทำระดับสูงสุดใหม่ เนื่องจากปริมาณขายยังมีความไม่แน่นอน แต่ราคาขายที่สูงทำให้คาดว่ากำไรปกติจะยังสูงกว่าไตรมาส 1/67 ได้ โดยคาดการณ์กำไรปีนี้ที่ 2,055 ล้านบาท เติบโต 32.92% จากปีก่อน ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 6.95 บาท
ด้าน TEGH ฝ่ายวิเคราะห์คงมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2567 คาดจะกลับมาเติบโตจากปีก่อนได้อีกครั้ง โดยคาดกำไรจะอยู่ที่ 382 ล้านบาท โต 77.67% จากปีก่อน ตามทิศทางราคายางที่กลับสู่แนวโน้มขาขึ้น และยังมี Upside จากกฎ EUDR ที่จะช่วยหนุนราคาขายเฉลี่ย และปริมาณขายของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลัง
นอกจากนี้ไตรมาส 2/67 เบื้องต้นคาดกำไรปกติจะกลับมาเติบโตทั้งจากไตรมาสเดียวกันปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า จากราคาขายเฉลี่ยยางพาราที่จะสูงขึ้น ตามทิศทางยางในตลาด SICOM, ปริมาณขายที่เติบโตต่อเป็นราว 60,000 ตัน และค่าเงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า คงราคาเหมาะสมที่ 3.60 บาท และคงคำแนะนำ ซื้อ

