เจาะลึกหุ้นเด่น CK & STEC เตรียมรับอานิสงส์งบกระตุ้นเศรษฐกิจ
เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2567 ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้แถลงงบประมาณปี 2568 วงเงินรวม 3.75 ล้านล้านบาท โดยมีงบรายจ่ายลงทุนสูงถึง 9.02 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นยอดสูงสุดในรอบ 17 ปี และในวันเดียวกันคณะกรรมการการรถไฟฯ ได้อนุมัติ 3 โครงการรถไฟทางคู่ชุดสุดท้าย ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี มูลค่า 3.0 หมื่นล้านบาท, สุราษฎร์ธานี-สงขลา มูลค่า 6.6 หมื่นล้านบาท และ เด่นชัย-เชียงใหม่ มูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาท
โดยทั้ง 3 โครงการดังกล่าวเตรียมเสนอให้กระทรวงคมนาคมในเดือนมิถุนายนนี้ ก่อนรับฟังความเห็นจากสภาพัฒน์เพื่อจัดหาแหล่งเงินลงทุน และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปี 2567 โดยภาพรวมการลงทุนของประเทศที่กำลังเดินหน้าต่อเนื่อง น่าจะส่งผลดีต่อหุ้นรับเหมาก่อสร้าง โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่อย่าง CK และ STEC
ซึ่งนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า CK และ STEC มีศักยภาพการรับงานใหม่ และโอกาสที่ซ่อนอยู่ข้างหลัง โดย CK และ STEC มี Backlog ราว 1.22 และ 0.96 แสนล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งเป็น Backlog และงานรับรู้รายได้ปีนี้ ส่วนใหญ่มีอัตรากำไรในระดับปกติ ด้านงานใหม่ แม้จะมีความหวังจากงานภาครัฐที่คาดจะเห็นผ่านครม. อีกรวม 2-4 แสนล้านบาท ช่วงครึ่งหลังปีนี้ แต่ตลาดยังกังวลเสถียรภาพรัฐบาลในระยะสั้น ซึ่งมองว่ากระบวนการต่างๆ ยังเดินต่อ ตราบใดที่ครม. ยังทำงานปกติ
อย่างไรก็ดี ทั้ง CK และ STEC จะมีงานใหญ่บางอย่าง ที่มีศักยภาพได้งานสูงมากๆ รออยู่ในอนาคต เช่น CK จะมีงานรถไฟฟ้าสายสีส้มตะวันตก และทางด่วน Double Desk ส่วน STEC น่าจะเป็นผู้รับเหมาหลักของโครงการเมืองการบินอู่ตะเภาฯ โดยงานส่วนสนามบินฯ ราว 2.7 หมื่นล้านบาท รวมอยู่ใน Backlog แล้ว แต่มีงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน/อาคาร และงานสาธารณูปโภคต่าง (คาดว่าเม็ดเงินลงทุนรวมจะอยู่ราว 2-3 แสนล้านบาท)
แนวโน้มกำไร CK & STEC
ส่วนแนวโน้มการเติบโต ฝ่ายวิเคราะห์ประเมินไตรมาส 2/67 คาดว่า STEC จะมีผลประกอบการเด่นกว่า CK เนื่องจากมีฐานต่ำกว่า แต่ทั้งสองบริษัทมีโอกาสได้รับผลดีจากเงินปันผลของบริษัทที่ลงทุน หากพิจารณาเฉพาะธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง เปรียบเทียบกับภาพรวมของอุตสาหกรรม CK และ STEC ยังคงโดดเด่นกว่าคู่แข่งขนาดกลางและเล็กที่มี Backlog น้อยและประสบปัญหาสภาพคล่อง
โอกาสเก็งกำไรจากข่าวงานประมูล
จากข้อมูลย้อนหลัง พบว่า STEC มักนำหน้า CK ในช่วงข่าวงานประมูล อย่างไรก็ตามนักลงทุนต้องพิจารณาความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ ปัญหาสภาพคล่อง และสภาวะตลาดหุ้นที่ยังไม่มั่นคง ความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม เช่น ภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาค ทั้งการเติบโต อัตราเงินเฟ้อ และดอกเบี้ย ปัจจัยการเมืองในประเทศ คู่แข่งในอุตสาหกรรม รวมถึงต้นทุนวัสดุที่มีความผันผวน ตลอดจนกฎหมายและการกำกับดูแลต่างๆ
สำหรับคำแนะนำการลงทุน CK ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 26.00 บาท ส่วน STEC ให้คำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 12 บาท

