คัด 8 หุ้นน่าลงทุน รับโอกาสฟันด์โฟลว์ไหลเข้าหุ้นไทย !!
เมื่อวันที่ 15 ก.ค.67 เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศว่าจะไม่รอให้เงินเฟ้อปรับตัวลงสู่เป้าหมายที่ระดับ 2% ก่อนที่จะเริ่มปรับลดอัตราดอกเบี้ย ทั้งนี้ คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FOMC) จะมีการประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 30-31 กรกฎาคมนี้ ซึ่งคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม โดยบรรดานักลงทุนปรับเพิ่มคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งก่อนสิ้นปี 2567 โดยเริ่มครั้งแรกในเดือนกันยายนนี้
ล่าสุดบริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ได้เปิดเผยรายงานสำคัญที่ชี้ว่าเงินทุนจากต่างชาติมีแนวโน้มไหลเข้าตลาดหุ้นไทย หากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลดดอกเบี้ยและใช้นโยบายการเงินผ่อนคลายเร็วกว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งจะเป็นโอกาสสำหรับหุ้นไทยยังไงบ้างไปดูกัน
ส่วนต่างดอกเบี้ยสหรัฐ-ไทย กว้าง มีส่วนเร่งฟันด์โฟลว์ไหลออก
ในปี 2566 ถึงกลางปี 2567 หลายประเทศทั่วโลกได้เร่งขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าประเทศไทย ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐสูงกว่าไทย ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเงินทุนจากบัญชีค่าเงินต่างประเทศ (FCD) ไหลออกเกือบหนึ่งเท่าในช่วงหนึ่งปีครึ่งจนถึงเดือนพฤษภาคม 2567 รวมถึงเม็ดเงินที่ไหลไปยังกองทุนต่างประเทศ (FIF) เพิ่มขึ้นราว 1 แสนล้านบาท หลังจากกองทุน LTF หมดสิทธิในการลดหย่อนภาษี
การไหลออกของเงินทุนนี้ยังส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงราว 13% และดัชนี SET ติดลบ 22% ทำให้นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยออกมามากถึง 3 แสนล้านบาท และขายตราสารหนี้ออกมา 2 แสนล้านบาท
เฟดลดดอกเบี้ย หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้าประเทศกำลังพัฒนา
การศึกษาข้อมูลในอดีตพบว่า เมื่อส่วนต่างบอนด์ยีลด์ 10 ปีของไทยกับสหรัฐแคบลง เงินทุนจากต่างชาติมักไหลเข้าตลาดหุ้นไทยและมีโอกาสดัชนี SET ปรับตัวขึ้น โดยทุกๆ ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ที่แคบลง 5-10 bps จะหนุนให้เงินทุนไหลเข้าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท แต่ถ้าส่วนต่างบอนด์ยีลด์กว้างขึ้น 5-10 bps จะกดดันให้เงินทุนไหลออก 1 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ส่วนต่างบอนด์ยีลด์ยังสัมพันธ์กับค่าเงินบาทที่มีโอกาสแข็งค่าหากเฟดลดดอกเบี้ยเร็วกว่าธปท. ค่าเงินเอเชียรวมถึงค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้น จากส่วนต่างผลตอบแทนดอกเบี้ยไทยและสหรัฐที่แคบลง โดยมีค่า Correlation สูงถึง 85%
นอกจากนี้ยังมีการทำการศึกษาเพิ่มเติม เวลาที่เฟดเร่งใช้นโยบายการเงินผ่อน คลาย หรือ ใช้ QE ช่วงนั้นเม็ดเงินมีการเอนเอียงไหลมาเข้าหุ้นเทคฯ และหุ้นประเทศกำลังพัฒนา มากกว่าหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว ทำให้ตลาดหุ้นไทยได้อานิสงส์ไปด้วย
ขณะเดียวกันในมุมเศรษฐกิจไทย และกำไรบริษัทจดทะเบียนก็เห็นแนวโน้มค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับ Valuation หุ้นไทยอยู่ในระดับที่ถูกมาก โดย P/E ปี 67 อยู่ที่ 14.2 เท่า, PBV อยู่ที่ 1.2 เท่า และ DIVIDEND YIELD ที่ 3.5%
ดังนั้นจากแนวโน้มฟันด์โฟลว์ที่มีโอกาสไหลเข้าและ Valuation หุ้นไทยที่ไม่แพง ฝ่ายวิเคราะห์จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุน โดยแบ่งเป็นหุ้นน่าลงทุนทั้งระยะสั้นและยาว ดังนี้
หุ้นน่าลงทุนในระยะสั้น 1-3 เดือน
TTB ได้ประโยชน์จากเงินทุนที่คาดไหลเข้ามาเพิ่มเติม ผลประกอบการมีโอกาสเติบโตและคาดหวังปันผลได้สูงถึง 6.4% ต่อปี ราคาเป้าหมาย 1.98 บาท
SIRI หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รับประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลง แนวโน้มฟรีเซลในไตรมาส 2/2567 ยืนสูงไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท คาดหวังปันผลสูงถึง 9% ต่อปี ราคาเป้าหมาย 2.20 บาท
TOP หุ้นกลุ่มโรงกลั่นที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่ทรงตัวในระดับสูง หนุนดีมานด์การใช้น้ำมันมากขึ้น ราคาเป้าหมาย 59 บาท
GPSC หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ปัจจัยบวกจากการปรับขึ้นค่า FT งวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2567 คาดว่าจะอยู่ที่ราว 4.65 – 6.01บาท/หน่วย ซึ่ง GPSC มีสัดส่วนกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมสูงถึง 35% ของรายได้รวม ราคาเป้าหมาย 55 บาท
หุ้นน่าลงทุนระยะยาว 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป
CK หุ้นกลุ่มก่อสร้างที่ได้รับประโยชน์จากการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐที่เร่งตัวขึ้น โดยมีการเบิกจ่ายไปแล้วราว 34% จากงบประมาณทั้งหมด อีกทั้ง Backlog ในมือยังสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ธุรกิจลูกต่างๆ เช่น TTW, CKP, BEM ผลประกอบการยังโดดเด่น หนุนกำไรเติบโตในปี 2567 และ 2568 เกิน 10% ทั้งสองปี ราคาเป้าหมาย 27.00 บาท
MTC หุ้นกลุ่มเช่าซื้อที่ได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาลงในอนาคต และได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงการเพาะปลูกที่มักดีขึ้นช่วงที่เกิดลานีญา หนุนการเติบโตของสินเชื่อกลุ่มเกษตร ราคาเป้าหมาย 51.00 บาท
GULF หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ได้ Sentiment บวกจากการปรับค่า FT ในอนาคต และได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทแข็งค่า พร้อมกับ Fund Flow ต่างชาติไหลเข้า อีกทั้งยังเห็นการ COD โครงการใหม่ๆ และการลงทุนใน Data Center ที่มีแนวโน้มเติบโตเด่นในอนาคต ราคาเป้าหมาย 56.00 บาท
CENTEL หุ้นกลุ่มโรงแรมที่มีการเปิดโรงแรมใหม่ที่มัลดีฟส์ 2 แห่งในปลายปี 2567 ซึ่งจะช่วยผลักดันการเติบโตของกำไรในช่วงปี 2568-2569 เฉลี่ย 17% สูงกว่ากลุ่ม ขณะที่โครงสร้างทางการเงินแข็งแกร่ง (IBD/E ที่ 0.6 เท่า) เอื้อต่อการเติบโตผ่านการใช้ Financial Leverage ด้าน ROE มีแนวโน้มดีขึ้นจาก 5% ในปี 2566 สู่ระดับ 8.7% ในปี 2569 ราคาเป้าหมาย 46.00 บาท

