“บรรณ เกษมทรัพย์” กับภารกิจขับเคลื่อน ESG จากความยั่งยืนของ SJWD สู่ความยั่งยืนของโลก
ในขณะที่โลกของเราเริ่มแสดงผลลัพธ์จากการทำร้ายธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมของผู้คนบนโลกมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้วันนี้เกิดความร่วมมือจากหลายภาคส่วนของนานาประเทศทั่วโลก ในการช่วยรักษาปกป้องสิ่งแวดล้อมของโลกให้คงอยู่และดีขึ้น ซึ่งหนึ่งในแนวคิดในการสร้างโลกให้น่าอยู่ ที่เริ่มตั้งแต่ตัวองค์กร ส่งต่อไปถึงสังคม และสิ่งแวดล้อม คือ แนวคิด ESG หรือ Environment, Social, และ Governance เป็นแนวคิดการพัฒนาขององค์กรอย่างยั่งยืน ทั้งองค์กร สังคม และสิ่งแวดล้อม
ในประเทศไทย บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด(มหาชน) หรือ SJWD ผู้ให้บริการโลจิสติกส์และซัพพลายเชนแบบครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอาเซียน ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทที่ให้ความสำคัญกับแนวคิด ESG อย่างจริงจัง ด้วยเจตนารมณ์ที่จะนำพาองค์กรสู่ความยั่งยืน และเป็นต้นแบบให้กับองค์กรอื่นๆ นำไปปรับใช้เพื่อสร้างความยั่งยืนโดยรวมให้กับประเทศ
บรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SJWD กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ แม้สร้างมูลค่ามากมายให้กับหลายๆ ธุรกิจ แต่ในทางกลับกันในมุมมองเรื่อง ESG ก็ต้องยอมรับว่าธุรกิจโลจิสติกส์ทำร้ายโลก ปล่อยมลพิษออกมาค่อนข้างมาก ตามข้อมูลจาก Smart Flex Center องค์กรด้าน ESG ของวงการโลจิสติกส์ ระบุว่า โลจิสติกส์โดยเฉพาะกิจกรรมการขนส่ง ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกประมาณ 10% ของการเกิดก๊าซเรือนกระจกที่ทุกธุรกิจสร้างขึ้นรวมกันทั้งโลก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากขึ้นอีก
บรรณ เล่าว่า แนวคิด ESG เกิดขึ้นมาในองค์กรมาเป็นเวลานาน โดยมีการตั้งหน่วยงาน ESG SD เพื่อดูแลด้านการสร้างความปลอดภัยในการขนส่ง ด้วยความเชื่อที่ว่า หากสามารถสร้างความปลอดภัยในแต่ละเที่ยวของการขนส่งได้ดีแล้ว ข้อดีอื่นก็จะตามมา ทำตัวเองให้ดี ไม่สร้างผลกระทบกับสังคม ตั้งกฎ Safety First ทำให้อุบัติเหตุของเราเป็นศูนย์ ทั้งที่เราวิ่งรถขนส่งปีละ 2 ล้านทริป เฉลี่ยทริปละ 100 กม. รวม 200 ล้านกิโลเมตรต่อปี หากสามารถทำให้อุบัติเหตุเป็นศูนย์ ไม่มีใครเสียชีวิตได้ จะถือว่าประสบความสำเร็จมาก
“เมื่อเราให้ความสำคัญเรื่องนี้ นำทั้งเทคโนโลยี จีพีเอส เทคโนโลยีเอไอ เข้ามาช่วยจับพฤติกรรมพนักงาน มีเอไอเตือนขอให้จอดรถพักผ่อน เมื่อเห็นว่าคนขับเหนื่อยแล้ว ซึ่งสามารถลดอุบัติเหตุได้จริงๆ และก็เป็นความภูมิใจมากๆ ในปี 2022 ไม่มีอุบัติเหตุเสียชีวิตเลย ขณะที่ปี 2023 มีเสียชีวิตเพียง 1 ราย ในอุตสาหกรรมเดียวกัน เราถือว่าเราเป็น Benchmark ได้”
ในวันนี้หน่วยงาน ESG SD จึงมีบทบาทมากขึ้นในการดำเนินการเรื่อง ESG ที่มีเป้าหมายล้อไปกับ SCG บริษัทแม่ ที่วางเป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในปี 2050
“เราเริ่มจากการทำ Carbon Neutral ที่มีเป้าหมายจะทำให้ได้ภายในปี 2030 ในปี 2023 ที่ผ่านมาถือเป็นปีฐานเริ่มต้น ที่เริ่มดำเนินการมาได้ระดับหนึ่ง มาถึงปีนี้ 2024 ตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกได้อย่างน้อย 10% จากปีฐาน ปีหน้าก็จะเพิ่มขึ้นไปอีก 20% เมื่อถึงปี 2030 ซึ่งอีกไม่นาน อย่างน้อยเรื่อง Carbon Neutral หักลบกลบกันได้ ต้องทำได้ในปี 2030 วันนี้เราต้องเร่งทำ” บรรณ กล่าวถึงเป้าหมายแรก
บรรณ กล่าวต่อว่า “การทำ ESG ในธุรกิจโลจิสติกส์ ไม่ได้ทำแค่เพียงเรื่อง Environment แต่ต้องทำทั้งเรื่อง Social และ Governance ไปด้วย ขณะเดียวกันต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพราะเราไม่ได้ทำเรื่องบริหารจัดการสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำเรื่อง Supply Chain ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนั้น วันนี้เรามีหน้าที่เป็นคนช่วยรณรงค์ สนับสนุน ตีฆ้องร้องเป่า ทำอย่างไรเพื่อให้คนที่อยู่ใน Ecosystem ที่อยู่ใน Supply Chain ของเราเป็น Green ให้ได้ และเข้าใจเรื่อง ESG อย่างชัดเจน”
“วันนี้เราให้นโยบายก็กลุ่มคู่ค้าในธุรกิจขนส่งของเรา มีระดับ 10-20-30 ค่อยๆ ทำขึ้นไปเรื่อย ๆ ทำให้เกิดการบริการ Green Logistic ให้ได้ มีคนดูแลด้านผู้รับเหมาขนส่งอย่างน้อย 3 กลุ่ม กลุ่มที่ดูแลหน้างาน จะมีการคุยหน้างานว่า อยากเปลี่ยนรถ เป็นรถที่ Green ขึ้นอย่างไรบ้าง กลุ่มที่ดูแลระบบ ระบบที่รถวิ่งโดยใช้ GPS เรียกว่า Logistic Command Center เป็นคนที่ควบคุมโดยใช้เทคโนโลยีควบคุม และมีอีกกลุ่มที่ดูนโยบาย ที่ให้ความรู้ และให้นโยบาย เรียกว่า SCGJWD Logistic Academy วันนี้เรามีความเชื่อมั่นว่า เราเป็นธุรกิจโลจิสติกส์รายใหญ่ในเมืองไทย จะทำอย่างไรให้ Logistic Academy ของเราสามารถเป็นตัวกำหนดทิศทางด้านโลจิสติกส์ของประเทศไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย และจะมีการทำงานวิจัยให้กับอาจารย์ภาคการศึกษา ร่วมกับภาครัฐ โดยได้จับมือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เซ็น MOU กัน ทำโครงการเรื่อง Green Logistic”
งานด้านการบริการจัดการ Safety First ยังคงทำต่อเนื่อง แต่จะเสริมเป้าหมายในการช่วยลดมลพิษ เช่น มีการลงทุนในฟรีตรถ EV Test การวิจัยไบโอดีเซล B100 ที่เป็นไบโอดีเซล 100% ใช้กับรถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีการปรับแต่งเครื่องยนต์ เช่นเดียวกับรถยนต์พลังไฮโดรเจน ที่มีความร่วมมือกับโตโยต้า เซ็น MOU กับ SCG จะทำเรื่อง Mobility Solution และทำ Data Solution โดย Mobility Solution คือการเทสต์รถไฮโดรเจนที่ทางโตโยต้าค่อนข้างมั่นใจ เอารถจากญี่ปุ่นมาวิ่งกับเรา ปีที่แล้วประมาณ 3 สัปดาห์ ได้ผลที่ดีพอสมควร
นอกจากนั้นจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆมาใช้ เพื่อให้ได้ทั้ง E-S-G เช่นในเชิงการบริหารจัดการ ต้องทำให้ได้รวดเร็ว ต้องมีประสิทธิภาพ และวันนี้มีการพูดถึงกรณี residency ทำอย่างไรก็ตามต้องสามารถส่งสินค้าได้ ถึงแม้จะเกิดปัญหา หรือเกิดภัยพิบัติอันตรายได้ๆ ก็ตามก็ยังสามารถส่งสินค้าได้ เราก็จะเอาไอเดียเหล่านี้เข้ามาในเข้าไปในอะกอริทึ่ม แล้วก็รันเป็นโมเดลออกมา
ด้านการบริหารจัดการโลจิสติกส์ มีการทำ Multi Model เพื่อลดการใช้พลังงาน เช่น โหมดรถไฟ ที่สามารถขนส่งสินค้าได้เป็นจำนวนมากต่อเที่ยวจะใช้ให้มากที่สุด รวมถึงโหมดทางเรือ ที่สามารถลดคาร์บอนไปมหาศาล มีการนำ AI เข้ามาช่วยเรื่อง Backhaul Matching เมื่อรถขนส่งวิ่งออกไปส่งสินค้า ระหว่างเส้นทางที่วิ่งไป AI จะจับหาคนที่มีความต้องการส่งสินค้ากลับเข้ามา ก็สามารถรับงานระหว่างทางกลับมาได้ ไม่เป็นการวิ่งรถเปล่า ซึ่งตลอดปี 2023 แผนงานทั้งหมดนี้ เราลดจำนวนคาร์บอนลงได้ 5,800 ตันคาร์บอน หรือเทียบเป็นต้นไม้ที่เซฟได้ 5.8 แสนต้น และได้พื้นที่มาประมาณ 2.4 หมื่นไร่
อีกหนึ่งโครงการด้าน Social ที่ช่วยเหลือสังคมไทย จากรถขนส่งของบริษัทฯ ที่มีศูนย์ Logistic Command Center คอยตรวจสอบพฤติกรรมของการวิ่ง มีกล้องอยู่ในรถ สามารถสื่อสารกันได้ จึงมีการพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข นำอุปกรณ์เหล่านี้ไปติดในรถพยาบาล หรือรถฉุกเฉิน ให้สามารถทำ Telemedicine เข้าไปในรถกู้ภัยได้ ก็เป็นการคืนประโยชน์ให้กับสังคม โดยนำเทคโนโลยีที่เรามีเพื่อใช้ในการส่งสินค้า มาใช้ในรถพยาบาล หรือรถฉุกเฉิน ก็จะกลายเป็นห้องฉุกเฉินเคลื่อนที่ เริ่มทำกับโรงพยาบาลหลายโรงพยาบาลในภาคอีสาน และมีการลงนามกับกระทรวงสาธารณสุขไป เพื่อขยายผลไปทั่วประเทศ
“ด้านการลงทุนคลังสินค้า มีการนำคลังสินค้าอัตโนมัติ ASRS ไม่ต้องใช้คน เปลี่ยนมาใช้โรบอต โดยเฉพาะคลังสินค้าที่ควบคุมอุณหภูมิ เป็นคลังเย็นอุณหภูมิติดลบ 20 องศา ลบ 40 องศา ที่สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์เพื่อใช้พลังงานแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานไฟฟ้าในคลังสินค้า วันนี้เราก็เริ่มหาโรบอตที่ยังไม่มี โดยการร่วมกับ AI Technology ในเครือ SCG เอาเทคโนโลยีเข้ามา เช่น การใช้กับรถยก Forklift ที่ไร้คนขับ ที่มีความแม่นยำมากกว่า และสามารถทำได้นานกว่าคน มีโปรแกรม WMS Warehouse Management System เอามาปลั๊กอินกับกล้อง AI แล้วปลั๊กอินกับโดรน ตรวจนับสินค้าคงคลัง ซึ่งจะทำได้เร็วกว่าคนเป็น 100 เท่า มีการติดโซลาร์รูฟ เครื่องปรับอากาศที่ใช้ในคลังสินค้าใช้จากพลังแสงอาทิตย์ทั้งหมด ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม” บรรณ กล่าว
ในส่วนของ Governance การบริหารจัดการให้ได้ดีและยั่งยืน วันนี้การบริหารจัดการที่ดี นอกจากการทำกำไรให้ได้ในระยะยาวแล้วก็ต้องนำเรื่อง ESG มาสมดุล ถือว่าเป็นหัวใจ ถ้าทำธุรกิจเอา ESG แล้วบริษัทขาดทุน ไม่ยั่งยืนเลยก็ไม่เกิดประโยชน์ เราทำให้สังคม ทำให้สิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่ผู้ถือหุ้นเราไม่ได้ดูแล ผมจึงบอกว่าการทำ ESG มันต้องได้ทั้งเงิน ทั้งกล่อง ทำอย่างไรให้ออกมาได้ทั้ง Environment Social และ Good Governance นี่เป็นหัวใจสำคัญ
บรรณ กล่าวว่า “การที่ SJWD เป็นบริษัทใหญ่ จึงสามารถลงทุนทำเรื่อง ESG ได้ค่อนข้างมาก จึงอยากเป็นจุดหนึ่งของสังคมที่อยากให้องค์กรอื่นมาศึกษา แล้วนำไปปรับใช้ ไม่ได้อยากให้ทุกคนก็อปปี้ไปใช้เลย เพราะบางอย่างต้องลงทุนสูง ที่บริษัทเล็กๆ ไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าแชร์ไปปรับใช้ได้อย่างนี้เราอยากทำมากๆ ถ้าอะไรที่เราทำได้ดีแล้ว ลูกค้าก็ตาม หรือคนที่อยู่ในวงธุรกิจก็ตาม สามารถนำไปใช้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งสินทรัพย์ เทคโนโลยี ที่เป็นการลงทุนของเรา สามารถแชร์ไปใช้ เรายินดีอย่างยิ่ง”

