Official Update :

เปิดงบ 5 หุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้า ไตรมาส 2/67 ใครปังสุด !

เข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้ายของการประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 ซึ่งก็มีทั้งบริษัทจดทะเบียนที่ทำผลงานได้ดี และผิดคาด อย่างไรก็ดี หนึ่งในกลุ่มที่ถูกจับตาเป็นอย่างมาก คือ “กลุ่มโรงไฟฟ้า” ที่ไม่ว่าจะเป็นการประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาสไหน หรือประจำปีใดก็ตาม ต่างก็ได้รับความสนใจจากกลุ่มนักลงทุนอยู่เสมอ เช่นเดียวกับกลุ่มนักวิเคราะห์ที่มักจะมีบทวิเคราะห์คาดการณ์ผลประกอบการกลุ่มโรงไฟฟ้ามาฝากอยู่เสมอเช่นกัน


โดยก่อนหน้านี้ Wealthy Thai ได้มีการนำเสนอคาดการณ์ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 กลุ่มโรงไฟฟ้า จากนักวิเคราะห์ชั้นนำ (สามารถอ่านได้ที่ : https://www.wealthythai.com/en/updates/stock/stock-of-the-day/29476) ซึ่งโดยภาพรวมนักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ว่ากลุ่มโรงไฟฟ้าจะมีผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส 2/67 ที่แข็งแกร่ง


ล่าสุด 5 หุ้นหลักกลุ่มโรงไฟฟ้าได้ทำประกาศผลการดำเนินงานประจำไตรมาส 2/67 ออกมาครบแล้ว วันนี้ Wealthy Thai จึงได้ทำการรวบรวมงบการเงินของกลุ่มโรงไฟฟ้าดังกล่าวมานำเสนอ มาดูกันหุ้นตัวไหนจะทำผลงานได้ที่สุด


มาเริ่มกันที่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,243.43 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,042.31 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 518.25% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 201.12 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,683.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 970.99 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 136.19% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 712.96 ล้านบาท


สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ BCPG มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นในไตรมาส 2/67 เนื่องจากมีรายได้รวมอยู่ที่ 1,084 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการรับรู้รายได้เต็มไตรมาสของโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในสปป.ลาว ที่กลับมาดำเนินการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 และโครงการคลังน้ำมันและท่าเทียบเรือที่กลุ่มบริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2566 ช่วยปิดผลกระทบจากการสิ้นสุดการได้รับค่าไฟฟ้าส่วนเพิ่ม (adder) ของโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศไทยและมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,243 ล้านบาท เติบโต 518% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสาเหตุหลักมาจากบันทึกกำไรจากการจำหน่ายไปซึ่งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งหมดในประเทศญี่ปุ่นในไตรมาสที่ 2


ขณะที่ผลประกอบการในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากการบันทึกรายการกำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศญี่ปุ่นทั้งหมด


ถัดมา บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,428.52 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,119.24 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 361.89% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 309.28 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรก ปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,292.55 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 865.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 60.66% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,426.95 ล้านบาท


สำหรับปัจจัยที่ส่งผลให้ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 ปรับตัวเพิ่มขึ้น มีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากการบริหารจัดการการผลิตที่ดีขึ้นในช่วงที่ปัจจัยต้นทุนราคาพลังงานที่อ่อนตัวลง ทำให้ margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้นสอดคล้องกับราคาพลังงาน ประกอบกับปริมาณการขายไฟฟ้าและไอน้ำรวมให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผลประกอบการดีขึ้น


อย่างไรก็ตามส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าลดลง สาเหตุหลักจากส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน AEPL ลดลง 159 ล้านบาท ถึงแม้ว่าผลประกอบการหลักของ AEPL ดีขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่เพื่อลดต้นทุนทางการเงินและทำให้บริษัทสามารถบริหารกระแสเงินสดจากการดำเนินงานโครงการได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น AEPL จึงมีการ Refinance โครงการที่ดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว จำนวนรวมประมาณ 18,000 ล้านบาท ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินในภาพรวมต่ำลง และมี Leverage วงเงินกู้ได้เพิ่มขึ้น โดยการดำเนินการดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมการชำระเงินกู้ยืมก่อนกำหนด ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นครั้งเดียวในไตรมาสนี้ (one-time item)


สำหรับ บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4,741.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,856.33 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 64.35% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/67 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,884.93 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 8,239.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,504.88 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 22.34% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,734.91 ล้านบาท


โดยผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของกลุ่ม GULF มีสาเหตุหลักมาจากการเติบโตของธุรกิจโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยโครงการกัลฟ์ ปลวกแดง (GPD) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP ภายใต้กลุ่ม IPD กำลังการผลิตติดตั้งรวม 2,650 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่ 3 ในเดือนมีนาคม 2567 ที่ผ่านมา


ส่งผลให้ในไตรมาส 2/2567 GULF รับรู้ผลการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ GPD หน่วยที่ 1-3 (กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,987.5 เมกะวัตต์) ซึ่งทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ตั้งแต่ปี 2566 และโครงการโรงไฟฟ้าหินกอง (HKP) ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้า IPP กำลังการผลิตติดตั้งรวม 1,540 เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์หน่วยผลิตที่ 1 (กำลังการผลิตติดตั้ง 770 เมกะวัตต์) เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ GULF รับรู้กำไรจากการดำเนินงานเต็มไตรมาสของโครงการ HKP หน่วยที่ 1 ในไตรมาสนี้


นอกจากนี้ GULF ยังรับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากกลุ่ม GJP ในไตรมาส 2/2567 จำนวน 643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกลุ่มโรงไฟฟ้า SPP จำนวน 7 โครงการมีปริมาณการขายไฟฟ้าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่มขึ้น โดยมี load factor เฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 67% ในไตรมาส 2/2566 เป็น 80% ในไตรมาสนี้ อีกทั้งในช่วงไตรมาส 2/2566 โรงไฟฟ้า SPP จำนวน 3 โครงการภายใต้กลุ่ม GJP มีการหยุดซ่อมบำรุง (B-inspection)


ในส่วนของธุรกิจพลังงานหมุนเวียน ในไตรมาส 2/2567 GULF รับรู้ส่วนแบ่งกำไร core profit จากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมภายใต้กลุ่ม Gulf Gunkul จำนวน 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% จาก 148 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีก่อน จากความเร็วลมเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 5.2 เมตร/วินาที ในไตรมาส 2/2566 เป็น 5.5 เมตร/วินาที ในไตรมาสนี้


อีกทั้งโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวล GCG มีกำไรที่เพิ่มขึ้นจาก 37 ล้านบาท ในไตรมาส 2/2566 เป็น 51 ล้านบาท ในไตรมาสนี้ หรือเพิ่มขึ้น 40% จากปริมาณการขายไฟฟ้าให้ กฟผ. ที่เพิ่มขึ้น ประกอบกับต้นทุนราคาไม้เฉลี่ยที่ลดลงจาก 833 บาท/ตัน ในไตรมาส 2/2566 เป็น 680 บาท/ตัน ในในไตรมาสนี้ แม้ว่าราคาค่า Ft ขายส่งเฉลี่ยจะลดลงก็ตาม


ส่วน บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,393.14 ล้านบาท ลดลง 66.73 ล้านบาท หรือลดลง 4.57% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,459.87 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ 3,055.54 ล้านบาท ลดลง 426.52 ล้านบาท หรือลดลง 12.25% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 3,482.06 ล้านบาท


โดยปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/67 ปรับตัวลดลง เนื่องจาก พาจู อีเอส และบฟข. มีปริมาณการขายไฟฟ้าลดลง เนื่องจากมีการซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 2/67


สุดท้าย บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/67 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 228.52 ล้านบาท ลดลง 450.71 ล้านบาท หรือลดลง 66.36% เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/66 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 679.23 ล้านบาท ขณะที่งวด 6 เดือนแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 607.17 ล้านบาท ลดลง 472 ล้านบาท หรือลดลง 43.75% เมื่อเทียบกับงวด 6 เดือนแรกของปี 2566 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,079.36 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี BGRIM ได้ประกาศจ่ายปันผลระหว่างกาลจากกำไรสะสมเป็นเงินสดในอัตรา 0.18 บาท/หุ้น โดยกำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) ในวันที่ 26 ส.ค. 2567 และกำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 6 ก.ย. 2567


ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลให้กำไรสุทธิในไตรมาส 2/67 ของ BGRIM ปรับตัวลดลง เนื่องจาก 1. รายการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง จากการแปลงหนี้สินสุทธิและธุรกรรมอื่นที่เป็นสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาท และ 2. รายการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน ซึ่งรวมถึงรายการตัดจำหน่ายค่าพัฒนาของบางโครงการ และกำไรจากการขายโรงไฟฟ้าที่หมดอายุในช่วง 6 เดือนแรก ปี 2567


Most Viewed
Wealth EZ
“รุ่นหนึ่งสร้าง-รุ่นสองรักษา-รุ่นสามทำลาย” !!!
Updated 1 day ago
Stock of the Day
จับตาวิกฤตตะวันออกกลาง ซาอุฯ ปิดท่อส่งน้ำมันดันราคาพุ่ง ชู PTTEP เด่นรับอานิสงส์น้ำมันดิบ กบง. ขยายเวลาตรึงดีเซลกดดันโรงกลั่น
Updated 13 hours ago
Stock of the Day
เรากำลังแข่งกันสร้าง “พระเจ้า” แต่เราแน่ใจแล้วหรือว่าจะเป็น “พระเจ้าผู้ทรงเมตตา”? ความกังวลที่ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เพิ่งเริ่มเป็นที่รับรู้
Updated 11 hours ago
Fun of Funds
“Fund of Property fund - Thai” โอกาสลงทุนรับ “ปันผลดี-สม่ำเสมอ” ง่ายๆ ผ่าน “กองทุนรวม” !!!
Updated 5 hours ago
News Highlight
“Hummix” เปิดตัว AI Low-Code ออกแบบเพื่อธุรกิจไทย เชื่อม “AI-ข้อมูล-ระบบ” สู่การทำงานจริง รองรับองค์กรทุกขนาด
Updated 10 hours ago
Follow Us